10.ประกันชีวิตเพื่อประกันเงินออม

ผู้มีเงินออมทุกคนน่าจะรู้จักเงินฝากธนาคารกันดีแล้วคงไม่ต้องมาแนะนำกันอีก ยังมีเครื่องมือที่ช่วยในการออมเงินอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจรองลงมา แต่คนส่วนใหญ่นึกไม่ ถึงว่าจะสามารถช่วยส่งเสริมการออมได้ คือการทำประกันชีวิต
ก่อนอื่นมาทำความรู้จักการประกันชีวิตสักนิดหนึ่งก่อน
การประกันชีวิต คือการกำหนดวงเงินที่ต้องการความคุ้มครองและสิ่งที่ ต้องการคุ้มครอง แล้วทางบริษัทจะกำหนดเบี้ยประกันมาให้

เบี้ยประกันจะขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ต้องการคุ้มครอง สิ่งที่ต้องการคุ้มครอง ผล ประโยชน์อื่นๆ ที่ต้องการได้รับ และอายุของผู้ทำประกัน หลังจากนั้นก็ต้องจ่ายเบี้ย ประกันในบริษัทประกันเป็นงวดๆ เพื่อให้บริษัทประกันคุ้มครองหรือรับผิดชอบตามที่ กำหนดไว้ เช่น ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาล หรือจ่ายเป็นค่าชดเชยเมื่อเสียชีวิตโดย จ่ายตามเงื่อนไขความคุ้มครองที่กำหนดเป็นวงเงินไว้ล่วงหน้าแล้ว

ข้อสงสัยคือ ในเมื่อต้องเสียเบี้ยประกันทุกๆ งวดอย่างนี้ จะช่วยการออมได้ อย่างไร

เรื่องแรกที่ช่วยได้แน่ๆ คือช่วยประกันเงินออมของตนเองในยามฉุกเฉิน ในกรณี ที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดหรืออุบัติเหตุ หากไม่มีการทำประกันไว้ เงินก้อนที่ต้องจ่าย เป็นค่ารักษาพยาบาลก็คือเงินที่ออมไว้นั่นเอง แต่เมื่อทำประกันชีวิตเอาไว้ รวมทั้งมีการ ทำประกันอุบัติเหตุด้วย บริษัทประกันจะเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้แทน ทำให้ไม่ ต้องหยิบเงินออมออกมาใช้ให้ผิดแผนและไม่ต้องเป็นภาระของผู้อื่นถ้าต้องใช้เงินรักษา พยาบาลจำนวนมากกว่าเงินออมที่มี

เมื่อเราสามารถกำจัดความเสี่ยงในการสูญเสียเงินออมอย่างไม่คาดคิด เราย่อม สามารถรักษาเป้าหมายของเงินออมเอาไว้ได้เพราะเมื่อจัดสรรเงินบางส่วนทำประกัน ชีวิตแล้วเงินฉุกเฉินที่ไม่รู้ว่าจะต้องเสียเมื่อไรและเท่าไรก็จะหมดไป

ยกตัวอย่าง เช่น น.ส.สมร พอเริ่มทำงานมีเงินเดือนก็เริ่มทำประกันชีวิตทันที ในวงเงิน 300,000 บาท และประกันอุบัติเหตุและประกันสุขภาพไว้ด้วย โดยที่ถ้าเข้า โรงพยาบาลจะได้เงินค่ารักษาพยาบาล และเงินค่านอนโรงพยาบาล วันละ 1,000 บาท น.ส.สมร เสียค่าเบี้ยประกันปีละ 15,000 บาท หรือเท่ากับเงินเดือน 1 เดือน โดยเอาเงิน โบนัสปลายปีมาจ่าย

เพียง 3 เดือนต่อมา น.ส.สมร ประสบอุบัติเหตุ ต้องเข้านอนพักรักษาตัวและ เฝ้าดูอาการในโรงพยาบาล 3 วัน แล้วกลับไปพักที่บ้านอีก 7 วันจึงเริ่มกลับไปทำงาน ได้ น.ส.สมร ไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล แล้วยังได้รับเงินชดเชยค่าเสียเวลาวันละ 1,000 บาทรวม 3 วัน กับได้รับเงินชดเชยค่าเสียรายได้ที่ไม่ได้ไปทำงาน 1 สัปดาห์ เป็น เงิน 1.800 บาท รวมได้รับเงิน 4,800 บาท

น.ส. อร เพื่อนของ น.ส.สมร ทำงานเหมือนกัน เงินเดือนเท่ากัน แต่ไม่ได้ทำ ประกันชีวิตเพราะเห็นว่าไม่จำเป็น และเสียดายค่าเบี้ยประกัน 15,000 บาท สู้เก็บเงินไว้ หาดอกผลเองไม่ได้ ถ้าไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น น.ส.อรจะมีเงินมากว่า น.ส.สมร อย่าง แน่นอน แต่ว่าเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ 3 เดือนต่อมา น.ส.อร ประสบอุบัติเหตุ เข้าโรงพยาบาลเดียวกัน นอนอยู่ห้องเดียวกันกับ น.ส.สมร ผู้เป็นเพื่อน น.ส.อร ต้องจ่าย เงินค่ารักษาพยาบาลไปทั้งหมดเบ็ดเสร็จ 25,000 บาท ซึ่งเท่ากับว่า ต้องหยิบเงินออม ออกมาใช้ ซึ่งถ้ามีเงินออมเท่ากับที่ น.ส.สมร จ่ายเบี้ยประกันคือ 15,000 บาท ก็เป็น อันว่าเงินออมไม่พอ ต้องเป็นหนี้เพื่อรักษาตัว พอหายป่วย น.ส.อร ต้องย้อนกลับไปเติม เงินออมให้เต็ม เมื่อรวมกับที่เป็นหนี้ด้วย เท่ากับว่า ต้องเริ่มต้นออมใหม่ที่ตัวเลขติดลบ

ถึงตอนนี้ น.ส.สมร จะรวยกว่าแน่ค่ะ เพราะเธอป้องกันเงินออมของเธอเอาไว้ล่วงหน้า

คนที่เป็นข้าราชการอาจจะบอกว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็น เพราะราชการมีสวัสดิการ ด้านนี้อยู่แล้ว ก็ต้องถามตัวเองว่า มีอะไรอีกบ้างที่ราชการไม่จ่ายให้ ซึ่งเราอาจต้องจ่าย จากเงินของเราเอง

คนที่มีประกันสังคมก็อาจพูดในทำนองเดียวกันได้ และก็ต้องถามตัวเองใน ทำนองเดียวกันด้วยค่ะ และถามเลยไปถึงว่าเราจะเป็นข้าราชการ หรืออยู่ในกิจการที่มี ประกันสังคมตลอดไปหรือเปล่า

ทีนี้ถ้าสมมุติเลยไปจากการคุ้มครองเงินออมของตนเอง ไปดูถึงการคุ้มครอง ครอบครัว สำหรับคนวัยเริ่มทำงานอาจไม่มีภาระเลี้ยดูบุตรหลาน แต่ถ้าทั้ง น.ส.สมร และ น.ส.อร ประสบอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิต (ไม่ได้แช่งนะคะ แต่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ให้สาธุชนตั้งอยู่ในความไม่ประมาทค่ะ) ในกรณีนี้พ่อแม่ของ น.ส.สมร จะได้เงิน 600,000 บาท หรือสองเท่าของเงินที่เอาประกันไว้ น.ส.สมรตายไปโดยไม่เป็นภาระให้ ญาติพี่น้อง ต้องจ่ายเงินค่าทำศพและยังเหลือเงินไว้ให้เลี้ยงดูพ่อแม่แทนตนอีกส่วนหนึ่ง ด้วย

สำหรับครอบครัวของ น.ส.อร กลับตรงกันข้าม นอกจากพ่อแม่พี่น้องจะต้อง เสียใจกับการจากไปก่อนเวลาอันควรของผู้ที่พ่อแม่หวังจะพึ่งพาในยามชราแล้ว ยังเสีย เงินอีกด้วย เพราะมีรายจ่ายค่าทำศพ สิ่งที่ น.ส. อร เหลือไว้ให้คิดถึงคือ ภาพของ น.ส.อร และเงินออมของพ่อแม่ที่พร่องลงไปในเหตุการณ์อันไม่คาดคิดนี้

ประกันชีวิตช่วยการออมอย่างไร



ดังนั้น นอกจากการประกันชีวิตจะช่วยคุ้มครองเงินออมแล้วยังมีส่วนเป็นมรดก ให้กับผู้เป็นที่รักอีกด้วย

หลายประเทศที่พัฒนาแล้ว ประชาชนของเขาจะนิยมทำประกันเพื่อคุ้มครอง ตนเองจากความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด ไม่เพียงแค่ประกันชีวิต แต่รวมไปถึงประกันยานยนต์ และประกันทรัพย์สินต่างๆ ที่อาจจะสูญเสีย เพราะเขาให้ความสำคัญกับการรักษาเงิน ออม เพื่อประกันอนาคตของตนเอง และครอบครัว