12.สารพัดความเสี่ยง

เพราะชีวิตมีความเสี่ยง การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง แม้จะคนละแบบ
มีคำกล่าวว่า อยากได้ผลตอบแทนสูงๆ ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่สูงด้วย (High risk high expected return) นั่นคือหากต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนที่มากกว่า ปกติ ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าปกติ โดยความเสี่ยงนี้หมายถึงโอกาสที่จะ สูญเสียผลตอบแทนและเงินต้น

แต่ไม่ได้หมายความว่า คนที่ทำผลตอบแทนได้สูงจะต้องเสี่ยงสูงเสมอไป เพราะ มีวิธีอันชาญฉลาดหลายประการที่อาจลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง พื้นฐานที่สุดคือการ จัดสัดส่วนการลงทุน (asset allocation)

ในทำนองเดียวกัน การลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อย (คือโอกาสที่จะสูญเสียเงินต้นที่ จะลงทุนไปจะมีน้อย) ย่อมมีโอกาสได้ผลตอบแทนต่ำกว่า แต่ข้อความที่กลับกันไม่เป็น ความจริงคือการทำรายได้ผลตอบแทนได้ต่ำอาจไม่ได้หมายความว่า เป็นการลงทุนที่ เสี่ยงน้อย อาจจะเสี่ยงมากก็ได้ หรือลงทุนไม่เป็นจึงได้ผลตอบแทนน้อยก็เป็นได้



ข้อความ high risk, high expected return เป็นการเตือนใจแก่ผู้ลงทุนว่า การ ลงทุนใดก็ตามหากมีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนย่อมหวังได้ผลตอบแทนที่สูง เพื่อชดเชยความ เสี่ยงนั้นและคงหาการลงทุนใดที่รักษาผลตอบแทนให้สูงๆ แล้วบอกว่าไม่มีความเสี่ยง แฝงอยู่ที่หนึ่งที่ใดไม่ได้

สำหรับผู้ออมเงิน มีคำกล่าวอีกประโยคหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ

“ไม่มีอะไรที่ไม่เสี่ยง”

ความเสี่ยง ก็คือ โอกาสที่จะสูญเสียเงินที่เราลงทุน หรือเงินลงทุนด้อยค่าลงกว่า ตอนเริ่มต้น

“ถ้างั้นก็อยู่เฉยๆ ดีกว่า ไม่ต้องลงทุนอะไรเลยจะได้ไม่เสี่ยง” คำตอบก็คือ
แม้การฝังเงินไว้ในตุ่มก็ยังเสี่ยง เสี่ยงการถูกปล้น ถูกปลวกกิน และเสี่ยงจาก เงินเฟ้อที่ทำให้ค่าของเงินต่ำลง

ดังนั้น ในเมื่อถึงอย่างไรก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงแล้วเราลองมาดูลักษณะของ ความเสี่ยงให้ชัดเจนดีกว่า เมื่อรู้ลักษณะของความเสี่ยงแล้วจะได้หาทางบริหารจัดการ ความเสี่ยงเหล่านั้นอย่างคนที่รู้เท่าทัน

ความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องเผชิญจากการลงทุนมีหลายประเภทในที่นี้จะยกขึ้นมา เฉพาะที่สำคัญ และเป็นความเสี่ยงที่ควรคำนึงถึงในลำดับต้นๆ ดังนี้

ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย (interest rate risk)

เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ความเสี่ยงชนิด นี้จะมีผลกับราคา รวมถึงผลตอบแทนของหลักทรัพย์ที่ให้รายได้ที่แน่นอน เช่น พันธบัตร รัฐบาล หุ้นกู้ เป็นต้น นั่นคือราคาของหลักทรัพย์จะแปรผันตรงข้ามกับอัตราดอกเบี้ย

ยกตัวอย่างเช่น ถ้านักลงทุนผู้หนึ่งถือพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปีไว้ โดยได้อัตรา ดอกเบี้ย 6% ต่อปี ต่อมาเมื่ออัตราดอกเบี้ยต่างๆ ในตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่น อัตรา ดอกเบี้ยเงินฝากอายุ 1 ปี สูงขึ้นเป็น 8% ก็จะมีผลให้ราคาพันธบัตรลดลง เพราะคนอื่น จะไม่ยอมซื้อพันธบัตรในราคา 100 บาทที่ได้อัตราดอกเบี้ยเพียง 6% ราคาจะลดลงจน กระทั่งเงินที่ลงไปให้ผลตอบแทน 8% ขึ้นไปเป็นอย่างน้อย นั่นคือราคาพันธบัตรต้องลด ลงเหลือประมาณ 91.89 บาท

ความเสี่ยงจากการลงทุนต่อ (re-investment risk)

เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการที่อาจจะได้รับผลตอบแทนไม่เท่ากับที่คาด การณ์ไว้จากการนำเงินไปลงทุนต่อเนื่อง หรือไปหาทางลงทุนในรูปแบบใหม่

ตัวอย่างเช่น ถ้าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนอยู่ที่ 4% ต่อปี และ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือนอยู่ที่ 3% ต่อปี

นาย ก เลือกฝากเงินในบัญชีเงินฝากประจำ 12 เดือนที่จำนวนเงิน 100 บาท พอครบปีได้เงินรวมทั้งหมด 104 บาท

นาย ข เลือกฝากเงินในบัญชีเงินฝากประจำ 3 เดือน เพราะชอบเงินฝากสั้นๆ และคิดว่าดอกเบี้ยกำลังขึ้น จะได้ฝากใหม่ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เมื่อครบ 3 เดือน นาย ข ได้รับคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเท่ากับ 100.75 บาท เมื่อจะฝากต่อ เกิดเหตุการณ์ ต่างๆ ที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลง จนทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน เหลือ เพียง 2% ต่อปี และคงอยู่เช่นนั้นไปตลอดทั้งปี เมื่อครบ 1 ปี นาย ข มีเงิน 102.27 บาท ซึ่งจะน้อยกว่านาย ก ที่ฝากประจำ 12 เดือนเอาไว้

ความเสี่ยงในด้านสภาพคล่อง (liquidity risk)

เป็นความเสี่ยงจากการไม่สามารถเปลี่ยนสินทรัพย์ที่ถือไว้เป็นเงินสดได้ทันที หรือในราคาตลาด เมื่อต้องการ หุ้นของบริษัทขนาดใหญ่มักมีการซื้อขายวันละมากๆ ใน ราคาที่ไม่วูบวาบมาก ถือว่ามีสภาพคล่องดี

สินทรัพย์ในที่นี้ หมายถึงหลักทรัพย์ และรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ด้วย หลัก ทรัพย์ที่บางวันไม่มีการซื้อขายเลย หรือถ้าจะขายให้ได้ก็ต้องลดราคาลงมากๆ ถือว่า เป็นหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ เช่น หุ้นบริษัทที่มีปริมาณหุ้นหมุนเวียนน้อย หรือ หุ้นกู้ที่มีข่าวลือว่าบริษัทผู้ออกอาจจะชำระหนี้ไม่ได้ ใครที่ถือไว้แล้วอยากขาย อาจจะ ขายไม่ ได้เลยก็ได้ หรือราคาวูบต่ำลงมากจนไม่อยากขาย ที่ดินหรือคอนโดมิเนียม ก็ นับเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องต่ำ

ความเสี่ยงที่เกิดจากการผิดนัดช􀄞ำระเงิน (default risk)

เป็นความเสี่ยงในที่ผู้ออกตราสารจะผิดนัดจ่ายเงินคืน ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงิน ต้นหรือดอกเบี้ย

ตลาดจะแปลงความเสี่ยงชนิดนี้เป็นราคาหรืออัตราดอกเบี้ยโดยอัตโนมัติ โดยที่ ตราสารใดที่ผู้ลงทุนมองว่ามีความเสี่ยงจากการผิดนัดสูง มักจะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงหรือ ขายในราคาต่ำมาก พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารที่วงการถือว่ามีความเสี่ยงต่ำที่สุด เพราะ รัฐบาลมักไม่ผิดนัดชำระหนี้ ดังนั้น ถ้าอายุของตราสารเท่ากัน ดอกเบี้ยของพันธบัตร รัฐบาลจะต่ำกว่าตราสารหนี้ (เช่น หุ้นกู้) ของบริษัทต่างๆ หรือพูดในทางกลับกันคือ ตราสารหนี้ของบริษัทจะมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า อันเป็นการสะท้อนให้เห็นการมองความ เสี่ยงของตราสารนั้นๆ เมื่อเทียบกับพันธบัตรอันเป็นหนี้ของรัฐบาล

ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาในตลาด (market risk)

ความเสี่ยงชนิดนี้จะเกี่ยวข้องกับราคาตก เช่น ราคาหุ้นตก ราคาอสังหาริมทรัพย์ ตก ฯลฯ

ความเสี่ยงจากการไม่รู้จริงในสิ่งที่ลงทุน (black box risk)

ความเสี่ยงประเภทนี้เป็นความเสี่ยงที่ต่างจากประเภทอื่นๆ เพราะว่าความเสี่ยง ชนิดนี้ขึ้นกับตัวเองเป็นสำคัญ นั่นคือหากผู้ลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูง แต่กลับไม่ ใส่ใจหาความรู้หรือไม่รู้จริงในสิ่งที่ลงทุนก็จะทำให้ผู้ลงทุนต้องเผชิญกับความเสี่ยงชนิดนี้ หากต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงชนิดนี้ก็ควรหาข้อมูลต่างๆ มาประกอบการพิจารณา ก่อนตัดสินใจลงทุน

ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงตัวอย่างความเสี่ยงที่เห็นได้อย่างชัดเจนเท่านั้น ความเสี่ยงยัง มีอีกหลายชนิด เช่น ความเสี่ยงของแต่ละประเภทธุรกิจ ความเสี่ยงของการบริหารงาน ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามมีหลักการลงทุนที่ทำให้ความเสี่ยงลดลงได้ นั่นก็คือ การกระจาย การลงทุนไปในตราสารหรือหลักทรัพย์หลายๆ ประเภทและหลายๆ อุตสาหกรรม จะทำให้ ความเสี่ยงประเภทที่เกิดจากความไม่แน่นอนของบริษัทต่างๆ หรือความเสี่ยงที่เกิดจาก ระบบทั้งระบบลดลงได้

ที่สำคัญที่สุดก็คือต้องเข้าใจความเสี่ยง เพื่อบริหารความเสี่ยงนั้นๆ ให้มีผลต่อ เงินลงทุนของตนเองให้น้อยที่สุด

อย่าลืมท่องคาถาสำคัญเป็นยันต์กันถูกหลอกเอาไว้ว่า
“No free lunch in finance”
“ไม่มีการลงทุนใดที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ โดยที่ไม่มีความเสี่ยง”