16.รางวัลของคนมีวินัย

15 ปีผ่านไป ใครออมเงินอย่างไรไว้แล้ว

ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของคน 3 วัย แต่ละคนเป็นคนธรรมดาๆ ที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่เขาเหล่านี้มีวินัยในการออม และให้ระยะเวลาเป็นตัวช่วยการออมของเขา เป็นวิธีที่ ใครๆ ก็ทำได้ ถ้าตั้งใจ

หนุ่มน้อยกับสาวน้อย

หนุ่มน้อยจบมหาวิทยาลัยมาใหม่ๆ ไม่รู้เรื่องใดๆ เกี่ยวกับการเงินเลย เขาเดิน เข้ามาทำงานในบริษัท พร้อมกับหนังสือ ออมก่อนรวยกว่า ที่อาจารย์มอบให้ในวันรับ ปริญญา

บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เขาก็สมัคร และเลือกเติมเงินของตัวเองเป็นเงิน สะสมในอัตราสูงสุด เท่ากับที่บริษัทออกให้เขา ที่อัตรา 5%

เมื่อได้เงินเดือนขึ้น เขาตามคำนวณว่า เงินที่เขามีนั้นเท่ากับที่สูตรบอกไว้หรือไม่ ปกติตอนเงินเดือนขึ้น เขาจะมีเงินน้อยกว่าเป้าหมาย เพราะตัวเลขเงินเดือนที่ใช้เป็นฐาน ในการคำนวณเปลี่ยนกระทันหัน เขาจึงโปะเงินโบนัสเข้าไปในธนาคาร เพื่อให้ได้เงินออม ตามเป้าอยู่เสมอ

วิถีการทำงานของเขาทำให้เขาได้เข้าไปบริการองค์กรแห่งหนึ่งที่ทำงานบริหาร เงินของผู้อื่น เขาเริ่มเรียนรู้ และนำเงินออมส่วนที่ไม่ได้ใส่เข้าไปในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไปไปซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้น

จากเงินเดือนเริ่มต้นที่ 12,000 บาท วันนี้เขามีอายุครบ ๓ รอบพอดี เขามีเงิน ทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งสิ้น 830,000 บาท ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 5.7% และเงินในกองทุน รวมอีกจำนวนหนึ่ง ปัจจุบันเขาได้รับเงินเดือน 50,000 บาท ถ้าคำนวนตามสูตรเขาควรมี เงินออม 2 ล้านกว่าบาท เขาน่าจะมีเงินออมประมาณนั้น เมื่อนำสินทรัพย์อื่นๆ เข้ามา รวมด้วย

เขากำลังคิดจะมีกิจการของตนเอง ตามที่ได้คุยๆ กับเพื่อนๆ เอาไว้ ตอนนี้เป็น ตอนที่เขาต้องตัดสินใจว่า เขาจะทำงานรับเงินเดือนต่อไป สะสมเงินไปแบบเดิม หรือว่า นำเงินนั้นมาทำงานร่วมกับเขาในกิจการ เพื่อให้มีธุรกิจของตนเองในอนาคต ไม่ว่าเขาจะ เลือกประการใด เงินที่ได้เก็บออมไว้นับเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ

เพื่อนสาวของเขา เมื่อจบมหาวิทยาลัย ได้เข้ารับราชการอันเป็นความใฝ่ฝันของ เธอและของพ่อแม่ เธอไม่ได้เก็บเงินเพิ่มเลยเพราะอยู่กับพ่อแม่ก็สบายแล้ว เงินทอง ทรัพย์สมบัติของพ่อแม่ก็มีพอสำหรับเลี้ยงตนไปได้ ดังนั้นเงินก้อนที่เป็นเงินออมของเธอ คือเงินที่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เธอเข้าทำงานกลางปี ๒๕๔๒ บัดนี้ ๑๕ ปีผ่านไป เธอมีเงินสมทบและเงินสะสมใน กบข. รวมกันเท่ากับ 177,000 บาท เป็น เงินส่วนของเธอเอง เงินส่วนที่ราชการจ่ายสมทบให้ในฐานะนายจ้าง อย่างละ 63,000 บาท และดอกผลจากเงินทั้งสองก้อนจำนวนรวม 51,000 บาท ถ้าเธอตัดสินใจรับ ราชการไปตลอดชีวิต ซึ่งเป็นเป้าหมายของข้าราชการเช่นเธอ

ถ้าเธอตัดสินใจรับราชการไปตลอดชีวิต ซึ่งเป็นเป้าหมายของข้าราชการเช่นเธอ เงินก้อนนี้จะมีเวลาเพิ่มพูนขึ้นไปอีก 23 ปี และยังมีเงินชดเชย เงินบำนาญ พร้อมสวัสดิการรักษาพยาบาลไปตลอดชีวิต แม้ไม่ร่ำรวยมากมาย แต่นับได้ว่าชีวิตทางการเงินของ เธอมีความมั่นคงมาก

คุณแม่วัยทำงานกับการออมเพื่อลูก

บรรจิตต์และสามีเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ ทำงานในบริษัทที่มั่นคง มีเงินเดือนสูง ทั้งสองคน เมื่อเริ่มสร้างครอบครัว ได้นำเงินออมส่วนหนึ่งไปวางดาวน์เพื่อซื้อบ้าน และ ผ่อนไปส่วนหนึ่งแล้ว สามีของเธอสามารถจ่ายเงินกู้ค่าบ้านได้อย่างไม่ลำบาก ในวัย 30 เศษ บรรจิตต์หันมาห่วงลูกสองคนซึ่งยังอยู่ในวัยเรียน เมื่อพบว่ามีโครงการประกันชีวิต แบบออมทรัพย์แล้วรับบำนาญทันทีที่ส่งเงินครบ บรรจิตต์จึงทำประกันให้ลูก ด้วยความ ตั้งใจว่า ในวันที่ลูกเรียนจบมหาวิทยาลัย จะมีเงินก้อนหนึ่งให้เขาเริ่มกิจการที่เขาอยากทำ และเขาจะได้เงิน “บำนาญ” ไปเรื่อยๆ จนตลอดชีวิตของเขา เงินจำนวนนี้พอเพียงจะ ทำให้ลูกเลือกอาชีพที่เขารักได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องหาเงินเลี้ยงชีพเป็นอันดับแรก เพราะ ลูกทั้งสองมีอิสระทางการเงินในระดับหนึ่งแล้ว

รางวัลสำหรับการส่งเบี้ยประกันสม่ำเสมอจนครบสัญญาคือ เงินที่ลูกๆ สองคน ของเธอได้รับเป็นประจำทุกปีในวันนี้ และจะได้รับไปตลอดชีวิตของเขาแต่ละค

ลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตตนเอง

เทวี ประกอบอาชีพอิสระด้านการเงิน และลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินและ อสังหาริมทรัพย์อย่างคนที่รู้เรื่องมาโดยตลอด เธอไม่ห่วงเรื่องบำนาญนักเพราะมีค่าเช่า เงินปันผล และพี่น้องหลายคน เป็นตาข่ายรองรับตน ฯลฯ แต่เรื่องที่ทำให้เธอต้องสะดุด คิดจัดการการเงินใหม่บางส่วนคือเรื่องค่ารักษาพยาบาล

เพื่อนคนหนึ่งเข้าโรงพยาบาล อยู่เกือบเดือน จ่ายเงินไป 3 ล้านบาท ย่าเข้าโรง พยาบาลตามสภาพของผู้สูงอายุ คุณย่าของเทวีใช้เงิน 2 ล้านบาท ซึ่งคือเงินที่ออมมา เกือบตลอดชีวิต ในช่วง 2 ปีสุดท้ายก่อนจากไป อันเป็นช่วงที่ต้องการการดูแลใกล้ชิดไม่ นานต่อมาน้องสาวก็ป่วย ดีที่มีประกันการรักษาพยาบาลของนายจ้างช่วยไว้บางส่วน พอ พ่อป่วยเสียเงินค่ารักษาพยาบาลไปอีกเกือบ 1 ล้านบาท เห็นตัวอย่างหลายๆ รายติดๆ กัน เทวีก็ตัดสินใจหาสินค้าทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับตนเองทันที

เทวี อายุได้ 48 ปี ซื้อประกันสุขภาพกับบริษัทแห่งหนึ่ง ที่เปิดโอกาสให้ซื้อ ประกันสุขภาพไปได้ตลอดชีวิตถ้าทำ ประกันก่อนอายุ 55 เธอทำ ประกันสุขภาพอย่าง เดียวในวงเงิน 5 ล้านบาท จ่ายเบี้ยประกันทุกปี ปีละ 46,000 บาท

เพื่อตอบโจทย์ของตนเองว่า ตอนที่เกษียณแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายเบี้ย ประกันสุขภาพทุกปี เธอเลือกซื้อประกันชีวิตแบบไม่ต้องการเงินสะสมคืน โดยเธอส่ง เบี้ยประกันปีละ 200,000 บาท รวม 5 ปี ตามสัญญาจากนั้นก็รอรับบำนาญปีละ ประมาณ 75,000 บาทตอนเธออายุ 60 ปีเป็นต้นไป ด้วยวิธีนี้เทวีจึงมั่นใจว่า เธอมี กระแสเงินสดรายปีไปจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพได้ตลอดชีวิต

รวมๆ แล้ว เทวียอมจ่ายเงินทั้งหมดประมาณล้านกว่าบาท ในช่วง 5 - 6 ปี เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านการจ่ายค่ารักษาพยาบาลก้อนโตในอนาคต บัดนี้เธอสบายใจ ว่าเธอมีประกันสุขภาพคุ้มครองตนเองแล้ว

ออมก่อนเกษียณ

สมชายเป็นข้าราชการธรรมดาๆ คนหนึ่ง ในวัย 45 สมชายตัดสินใจสมัครเข้า เป็นสมาชิก กบข. ตอนนั้นเขาได้เงินเดือน 17,000 บาท และไม่เคยมีเงินเหลือเลยใน แต่ละเดือน โครงการ กบข. บังคับให้เขาต้องออมเพราะ 3% ของเงินเดือนทุกเดือนจะ ถูกหักส่งเข้า กบข. ทันทีที่เงินเดือนออก และรัฐบาลจ่ายเงินสมทบให้อีกในจำนวนที่เท่า กันเป็นรางวัลที่เขาพยายามออม

เมื่อเขาอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ เขาได้รับบำนาญ และยังได้เงินอีกหนึ่งก้อนจาก กบข. จำนวน 840,000 บาท เขารู้สึกขอบคุณเพื่อนข้าราชการ รัฐบาล และสภาฯ ที่ออก กฎหมายจัดตั้ง กบข. ขึั้นมา ทำให้เขาซึ่งไม่เคยมีเงินเหลือได้จับเงินก้อนโตในวันเกษียณ เงินก้อนนี้ 157,000 คือเงินออมของเขาเอง ได้ดอกผลอีก 77,000 บาท เงินสมทบจาก รัฐบาลพร้อมดอกผล ในจำนวนเท่ากัน และยังมีเงินชดเชยในการที่เขาเข้าเป็นสมาชิก กบข.ซึ่งบำนาญจะลดลงบ้างอีก 100,000 บาท เงินก้อนนี้ก็มีดอกผลจากการลงทุนที่ กบข. จัดการให้อีก 50,000 บาท แล้วยังมีเงินประเดิม ซึ่งทางการคิดเทียบให้จากกรณีที่ เขาเข้าเป็นสมาชิก กบข. ตั้งแต่เริ่มเข้ารับราชการ อีก 80,000 บาท ได้ดอกเบี้ยจากเงินก้อนนี้ถึง 147,000 บาท

เพื่อนของเขาหลายคนไม่เป็นสมาชิกเพราะอยากรับบำนาญที่ได้รายเดือนสูง กว่า สมชายรู้ว่าจะได้รับบำนาญน้อยกว่าเพื่อนๆ แต่ก็ยังสมัครเป็นสมาชิก ในใจของเขา อยากจะมีเงินก้อนโตสักครั้งในชีวิต หลังจากที่ใช้เวลากับการเป็นหนี้มาโดยตลอด ทั้งหนี้ ซื้อบ้าน และหนี้ซื้อรถ เขาตั้งใจจะใช้เงินก้อนนี้ปรับปรุงบ้านให้ดี บ้านเป็นส่วนหนึ่งของ สถานประกอบการของภรรยา และบัดนี้พร้อมขยายเมื่อมีเขาเข้าไปช่วยอีกแรงหนึ่ง เขา ตั้งใจว่าถ้างบประมาณลงตัวและพอมีเหลือ เขาจะเก็บส่วนหนึ่งไว้ลงทุนต่อกับ กบข.เพื่อ ได้ดอกผล (ดอกเบี้ยและผลตอบแทนจากการลงทุนต่างๆ) ไปเรื่อยๆ

ปรียาก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ตลอดชีวิตการทำงานไม่เคยออมเงินอย่างเป็นเรื่องเป็น ราว เงินของเธอหมดไปกับเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับอัญมณีต่างๆ อีกส่วนหนึ่งก็ ส่งไปทำบุญผ่านสภากาชาดบ้าง ราชประชานุเคราะห์บ้าง อุปถัมภ์เด็กตามแต่โอกาส บ้าง เมื่อรับรู้ว่าควรเริ่มออมเงินอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างกองเงินไว้สำหรับวัยเกษียณ เธอก็ทำตาม

เพื่อนร่วมงานแนะนำให้เอาเงินไปซื้อกองทุนรวมอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน เธอ ไปเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนแห่งหนึ่ง ให้คำสั่งหักบัญชีไว้ล่วงหน้าว่า ทุกเดือนเงินครึ่งหนึ่งให้ซื้อกองทุนรวมหุ้น ที่ลงทุนในหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ ปันผล สม่ำเสมอ อีกครึ่งหนึ่งซื้อกองทุนตลาดเงิน เมื่อมีโอกาสเธอจะสับเปลี่ยนเงินนี้เป็นกอง ทุนตราสารหนี้แบบมีระยะเวลา ซึ่งส่วนมากมีอายุเพียง 3 ปี หรือซื้อพันธบัตรรัฐบาล ที่ได้ดอกเบี้ยดีกว่าเงินฝากธนาคาร วันที่เธอเกษียณ เงินในกองทุนหุ้นของเธองอกเงย อย่างน่าสนใจ เพราะเป็นตลาดช่วงขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง หน่วยลงทุนของเธอในกองทุน นี้ ในช่วงเวลา 15 ปี ราคาขึ้นเป็นกว่า 2 เท่าตัว

ตอนนี้เธอมีปัญหาใหม่ที่ต้องขบคิด เธอจะจัดการกับเงินก้อนนี้อย่างไร เงินจึง จะทยอยกลับมาหาเธอนับแต่นี้ไปอีก 15 ปี หรือจนตลอดชีวิต ในทำนองกลับกับที่ เธอค่อยๆ ทยอยส่งเงินไปหาเงินตลอดเวลา 15 ปีที่ผ่านมา

เป็นปัญหาที่คิดได้อย่างรื่นรมย์