17.การจัดเงินในวัยเกษียณ

กรณีที่ 1 เศรษฐีไม่มีเงินสด

คนรุ่นเก่าหลายคนเป็นคนติดที่ เก็บออมเงินซื้อที่ดิน ปลูกบ้านอยู่อาศัย สร้าง ครอบครัว และหวังว่าลูกๆ หลานๆ จะอยู่กันพร้อมหน้าไปนานๆ แบบ “ชั่วลูกชั่วหลาน” แต่แล้วก็มักมีเหตุการณ์ดังต่อไปนี้

ลูกหลานมีหลายครอบครัว ต่างก็ย้ายไปหาที่อยู่ใหม่ สมัยนี้คอนโด บ้านจัดสรร หาไม่ยาก ไม่เหมือนรุ่นคุณปู่ คุณตา ที่ต้องหาที่ก่อน ผ่อนที่หมด ค่อยสร้างบ้าน ผ่อนบ้าน เสร็จก็เกษียณพอดี

คุณปู่เกษียณอายุ มีที่ดิน 1 ไร่ พร้อมบ้านที่ลูกๆ 4 คนอยู่กันมาจนจบ มหาวิทยาลัย

เมื่อเกษียณอายุจากการทำงาน คุณปู่ไม่เหงา และมีงานกิติมศักดิ์ให้คุณปู่ทำอยู่ สม่ำเสมอ งานสังสรรค์รุ่นอีกหลายรุ่น นักเรียนมัธยม นักเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนร่วม งาน และเพื่อนก๊วนกอล์ฟคุณปู่มีทรัพย์สินน่าจะนับได้หลายสิบล้านบาท ก็ที่ในซอยบนถนนสุขุมวิทน่าจะตารางวา ละ 1 แสนบาท แต่ว่าคุณปู่กลับต้องใช้เงินอย่างระมัดระวัง เพราะคุณปู่มีทรัพย์สิน แต่ ไม่มีเงินสด เงินสดที่มีก็คือบำนาญกับเงินเก็บเล็กน้อยเท่านั้น ตอนหลังๆ มีเงินมากหน่อย เพราะลูกชายให้มาเป็นก้อน แล้วลูกสาวเอาไปลงทุนให้

คุณย่าอีก 2 คนเป็นพี่น้องกัน ก็มีทรัพย์สินทำนองเดียวกัน คือคุณย่ามีที่ดินเป็น มรดกตกทอด 1 ไร่ อยู่เกือบกลางเมือง แต่หัวเด็ดตีนขาดคุณย่าก็ไม่ขาย เพราะพ่อให้มา เพื่อให้อยู่ ก็จะต้องอยู่ ดังนั้นเวลาที่ต้องใช้เงินสด คุณย่าต้องระวังมาก เพราะกลัวเงินสด ที่มีจะหมดก่อนตาย ส่วนที่ดินจะเป็นมรดกตกทอดหรือตกเป็นของใคร คุณย่าไม่เคยคิด

สองกรณีข้างต้นคือตัวอย่างของคนที่มีความมั่งคั่ง แต่ขาดกระแสเงินสด ต้องพึ่ง ลูกหลานช่วยกันให้เงินสดมาเจือจุน ลูกหลานบางคนเต็มใจ บางคนเห็นเป็นภาระ และ หากว่าไม่มีลูกหลาน ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า สังคมหรือรัฐจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้คน มั่งคั่งที่ดินแบบนี้ได้ความเป็นอยู่อย่างสุขสบายสมฐานะที่มี

สองกรณีข้างต้นคือตัวอย่างของคนที่มีความมั่งคั่ง แต่ขาดกระแสเงินสด ต้องพึ่ง ลูกหลานช่วยกันให้เงินสดมาเจือจุน ลูกหลานบางคนเต็มใจ บางคนเห็นเป็นภาระ และ หากว่าไม่มีลูกหลาน ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า สังคมหรือรัฐจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้คน มั่งคั่งที่ดินแบบนี้ได้ความเป็นอยู่อย่างสุขสบายสมฐานะที่มี

คุณย่าคนที่ 3 เห็นตัวอย่างจากทั้งคุณปู่และคุณย่าอีก 2 คน ที่รอเวลาจนกระทั่ง ไม่อาจจะจัดการอะไรได้ กลายเป็นปู่โสม ย่าโสมเฝ้าทรัพย์ คุณย่าคนนี้ตัดสินใจจัดการ เรื่องของตนเองด้วยตนเอง เพื่อให้ตนเป็นที่พึ่งของตนจนวาระสุดท้าย เท่าที่กฎหมายของ ไทยจะเปิดให้ทำได้

คุณย่าให้ลูกขายที่ดินที่อยู่มาตั้งแต่เริ่มเป็นคุณแม่จนบัดนี้เป็นคุณย่า และกำลัง จะเป็นคุณทวด แล้วก็จัดการแบ่งเงินเป็นส่วนๆ
- ส่วนหนึ่งซื้อที่อยู่ใหม่
- ส่วนหนึ่งยกให้ลูกไปหาซื้อบ้านและที่ดินตามชอบ เพราะลูกก็มีลูกและกำลัง จะมีหลานที่ต้องคิดเผื่อ
- ส่วนหนึ่งใส่บัญชีชื่อตัวเองในจำนวนที่คิดว่าเกินพอจะใช้จ่ายอย่างสุขสบาย บัญชี นี้คุณย่าสั่งลูกให้เบิกเงินมาให้คุณย่าเป็นรายเดือนเหมือนเป็นเงินเดือนทุกเดือน
- ส่วนหนึ่งแบ่งเข้าบัญชีชื่อตนกับชื่อลูก คนละบัญชีๆ ลูกทุกคนรับรู้ร่วมกันว่า ถ้าคุณย่าไม่อยู่ บัญชีไหนร่วมกับลูกคนไหนก็เป็นของลูกคนนั้น คุณย่าเก็บสมุดบัญชีไว้ เองและบางทีก็เติมเงินเข้าบัญชีให้กับลูกๆ แต่ละคน โชคดีที่คุณย่าความจำ ดี สติ ดีจนวาระสุดท้ายของชีวิต สำหรับคนที่ยังไม่สูงอายุจนถึงขนาดไม่อาจจัดการอย่างไรได้ ควร จะจัดการทรัพย์สินเหล่านี้แต่เนิ่นๆ เพื่อให้มั่นใจว่ามีกระแสเงินสดจะเลี้ยงตัวเองได้จน ตาย แต่จะเป็นไปตามนั้นหรือไม่ น่าเสียดายที่กฎหมายไทยยังไม่เปิดความคุ้มครองเผื่อ แผ่มาถึงผู้สูงอายุกลุ่มนี้

สำหรับเหล่านักวิชาการ ข้าราชการ รัฐบาลและสภาฯ ที่มีดำริจะเก็บภาษีมรดก ช่วยดูช่วงก่อนที่ทรัพย์จะกลายเป็นมรดกอีกขั้นตอนหนึ่งก็จะดี คือช่วยออกกฎหมาย คุ้มครองทรัพย์ของผู้สูงอายุ เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพย์ของใครก็ได้ใช้ดูแลคนนั้นอย่างเหมาะ สม ไม่ถูกทำให้ละลายหายไปโดยคนรอบข้างหรือใครก็ตามที่ฉวยโอกาสเอากับคนสูงอายุ ที่สมองตามไม่ทัน ด้วยการป้องกันและคุ้มครอง ผู้สูงอายุกลุ่มนี้จะไม่เป็นภาระของรัฐ เป็นผู้บริโภคที่มีเงินจับจ่ายใช้สอยเพิ่มจีดีพี และน่าจะมีเงินเหลือเป็นมรดกไว้ให้รัฐเก็บ ภาษีอย่างเต็มใจ

กรณีที่ 2 ใกล้เกษียณแล้วแต่ยังมีภาระ

มีเงินเก็บอยู่ 5 ล้านบาท จะเอาเงินไปไว้ที่ไหนดี

ผู้ถามอายุ 55 ปี รับราชการ ได้เงินมาจากการขายที่ดินมรดกเมื่อหลายปี ก่อนที่ผ่านมาก็ฝากเงินไว้กับธนาคาร และมีความจำเป็นต้องใช้เงินเก็บอยู่เรื่อยๆ เพราะ ต้องรักษาพยาบาลมารดาที่ช่วยตนเองไม่ได้แล้ว เงินฝากจะร่อยหรอลงเรื่อยๆ เพราะ ดอกเบี้ยไม่พอกับรายจ่าย ยิ่งตอนนี้ดอกเบี้ยถูกลงมาก เงินยิ่งไม่พอมากขึ้นไปอีก

ผู้ถามมีที่อยู่อาศัยของตนเองเรียบร้อยแล้ว และเนื่องจากเป็นข้าราชการ มีสิทธิ ได้รับบำนาญ นับว่าปลอดภัยไปได้ส่วนหนึ่งว่า เงินบำนาญจะมากจะน้อยอย่างไร ก็มี กินมีใช้ตอนแก่อย่างแน่นอน

เงินห้าล้านที่มี เจ้าตัวไม่กล้าซื้อหุ้นเลย เพราะเป็นคนมีความกังวลสูงมาก

ดังนั้น ช่องทางการลงทุนจึงเหลือเพียงฝากเงิน ซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซื้อกองทุน ตราสารหนี้ และทำ ประกันชีวิตชนิดที่จะจ่ายคืนเป็นเงินก้อนให้เมื่อครบสิบปี

ที่แนะนำให้ทำประกันชีวิตแบบรับคืนเป็นเงินก้อนก็เพราะรายนี้มีบำนาญแล้ว และอีกสิบปี คืออายุ 65 อาจจะต้องใช้เงินซ่อมบ้าน (ถ้าไม่คิดจะย้ายบ้านไปอยู่บ้านที่ เล็กลง หรือไปอยู่ไกลออกไปอีก เพื่อให้ได้บ้านราคาถูกลง คือเอาเงินจากที่สะสมไว้เป็น บ้านขึ้นมาใช้เป็นบางส่วน) หรือซ่อมสุขภาพ ในบางกรณีที่เบิกจากราชการได้ไม่ครบทุก รายการ

ผู้ถามคำนวณแล้วว่า ถ้าแม่ยังอยู่อีกห้าปี คงเหลือเงินเพียงครึ่งเดียว จึงเท่ากับ ว่าเขารู้แล้วว่า เงินที่เขาต้องบริหารนั้น 2.5 ล้านบาทต้องอายุสั้นกว่าห้าปี อีก 2.5 ล้าน บาท อายุมากกว่าห้าปีได้

ดังนั้นจึงแนะนำว่า ให้นำเงินหนึ่งล้านบาทไปแอบไว้ในประกันชีวิต แม้ว่า ดอกเบี้ยจะไม่มากนัก นี่เป็นเหตุผลเฉพาะกรณีของคนนี้ เพราะไม่เช่นนั้นพี่น้องทุกคน จะให้เขารับภาระการเงินที่เกี่ยวกับสุขภาพของมารดาอยู่แต่เพียงลำพัง

สำหรับประกันชีวิตนี้เป็นกรมธรรม์แบบใหม่เน้นที่ได้ดอกเบี้ยมากกว่าที่จะเน้น ประกัน

อีกหนึ่งล้านบาทให้เขาซื้อพันธบัตรรัฐบาล อายุ 7 ปี
ก่อนจะนำเงินไปไว้ในพันธบัตร ก็ถามเขาว่า
หนึ่ง เขาคิดว่าดอกเบี้ยเงินฝากจะเป็นเท่าใดในเจ็ดปี แม้เขาจะบอกว่าเขาไม่รู้ ก็บังคับให้เขาต้องบอกตัวเลขมาสักตัวหนึ่งที่เขาคิดว่าน่าจะเป็นไปได้ เป็นตัวเลขเฉลี่ยๆ ทั้งเจ็ดปีแล้วคำนวณให้เขาดู ซึ่งเขาพอใจว่า ในการคาดของเขาพันธบัตรรัฐบาลจะได้ ดอกเบี้ยสูงกว่า

ที่ต้องบังคับให้เจ้าตัวบอกอัตราดอกเบี้ยเอง ก็เพื่อความปลอดภัยของผู้แนะนำ เพราะไม่มีใครรู้ดอกเบี้ยในอนาคตกันจริงๆ สักคน ถ้าเราบอกว่าให้ซื้อพันธบัตรรัฐบาล แล้วดอกเบี้ยถลาขึ้นไปอยู่ที่ 10% เหมือนเมื่อปี 2541 เราอาจจะถูกต่อว่าได้ว่า ทำไม ให้ซื้อพันธบัตร ดังนั้น คนลงทุนต้องคิดด้วยตนเอง และคิดว่าพอใจกับการได้ดอกเบี้ย ประมาณเท่าที่คิดในเวลาที่คิด

คนส่วนใหญ่มักชอบมองย้อนหลัง และพูดย้อนหลังทีไรดูจะได้กำไรมากกว่า ทุกทีไป แต่ในชีวิตของการลงทุน เราลงทุนย้อนหลังไม่ได้

ถึงตรงนี้ก็แอบเงินไปไว้สองล้านแล้ว มาถึงเงินก้อนที่เหลือที่จะต้องค่อยๆ ทยอยใช้ในห้าปีข้างหน้า

เงินก้อนนี้ แนะนำให้เขาแบ่งไปไว้ในกองทุนตราสารหนี้สักสองสามกอง เพื่อ ให้ได้ดอกเบี้ยที่ดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก แม้จะเสี่ยงกว่าบ้างก็ตาม แต่สามารถถอนได้ และถ้าเป็นชนิดห้ามถอนก่อน ก็มีอายุเพียงประมาณ 3 ปี ได้รับดอกเบี้ยเป็นงวดและ อาจทยอยคืนเงินต้นบางส่วนอีกด้วย ขึ้นอยู่กับว่ากองทุนนั้นนำเงินไปลงทุนในตราสารที่ มีลักษณะจำเพาะอย่างไรบ้าง

ถ้าคิดจะลงทุนเงินทั้งหมดไว้ในกองทุนตราสารหนี้ก็ควรจะเลือกกองหนึ่งที่ เป็นกองทุนตลาดเงิน ความเสี่ยงเรื่องดอกเบี้ยแปรผันขึ้นลง ที่จะมากระทบถึงตัวเลข มูลค่าลงทุนของเขาจะมีน้อย กองทุนนี้จะคล้ายๆ เงินฝากออมทรัพย์ แต่ได้ดอกเบี้ยสูง กว่า

ที่ต้องเลือกสองสามกองก็เพื่อกระจายความเสี่ยง และที่ให้เลือกกองทุนตลาด เงินด้วย เพราะกองนี้เปลี่ยนแปลงในเรื่องมูลค่าหน่วยลงทุนน้อยที่สุด ถ้าดอกเบี้ยขึ้นลง

ถ้าจะถามให้อธิบายอีกว่า กองทุนคืออะไรและดอกเบี้ยเปลี่ยนไปทำไมมูลค่า การลงทุนเปลี่ยน จะตอบว่าต้องไปหาหนังสืออ่านเอาเองบ้างแล้วละ เช่น หนังสือชื่อ “ออมก่อน รวยกว่า” เป็นต้น

บางคนเคยบ่นทำนองว่า ไม่รู้เรื่องลงทุน ดิฉันอยากจะให้กำลังใจว่าที่เล่ามานี้ เรื่องง่ายทั้งนั้น ง่ายกว่าทำงานหรือเรียนจนได้ปริญญามาตั้งแยะ ขนาดชาวบ้านธรรม ดาๆ เขายังรู้เลย เวลาที่เขาคิดว่าเขาควรกู้เงินใคร ใช้คืนเงินกู้ใครก่อน หรือว่าเอาเงินไป ออกดอกยังไง

และถึงอย่างไร ก็จำเป็นต้องรู้บ้าง เงินของเราเองนะไม่หาทางทำให้งอกเงย ก็ เหนื่อยกับการทำงานมากขึ้นเท่านั้นเอง

คิดง่ายๆ ว่า ถ้าหาเวลาอ่านและทำความเข้าใจสักหน่อยใช้เวลาแค่เจ็ดวันก็พอ แล้วได้ดอกเบี้ยเพิ่มมาอีก 2% สำหรับเงินสามล้านบาท เท่ากับตั้งหกหมื่นบาทต่อปีที เดียวนะ สำหรับคนที่ถามมานี้ได้มากกว่าเงินเดือนของเขาสองเดือนเสียอีก แถมยังได้ ความรู้ติดตัวไปด้วย คือรู้ว่าความเสี่ยงอยู่ตรงไหนบ้าง ไร้กังวลกับความกลัวเพราะ ความไม่รู้ไปอีกอย่าง

ถ้ายังไม่สบายใจจะเก็บเงินไว้ในตราสารหนี้ทั้งหมด ก็ต้องเลือกฝากธนาคารต่อ ไป แต่ก็ควรเลือกชนิดด้วยว่า จะเป็นเงินฝากอายุ 3 เดือน 6 เดือนหรือว่าหนึ่งปี เพราะอย่างน้อยก็ได้ดอกเบี้ยดีขึ้นอีกหน่อย แต่เขาต้องตัดสินใจเองในเวลาที่กำลังจะคิด ฝากเงินว่า จะฝากที่อายุเท่าใด นั่นก็คือ เขาต้องสรุปให้ได้ว่าสามเดือน หกเดือนข้าง หน้า เขาคิดว่าดอกเบี้ยจะเป็นเท่าใด แม้ไม่สรุป แต่การที่เขาตัดสินใจเลือกฝากเงินที่ อายุเท่าใด หรือบอกว่า ยังไม่ทำอะไรทิ้งไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เฉยๆ เราก็อ่าน ออกว่าในใจเขาสรุปเรื่องอัตราดอกเบี้ยในอนาคตว่าอย่างไร

นี่ก็อีกเหมือนกัน ต้องให้เจ้าของเงินคิดเอง เพราะว่าไม่มีใครรู้จริงๆ ว่า ดอกเบี้ยจะไปไหน ดูบางปีในช่วงทศวรรษ 2540 ก็แล้วกัน มีใครคิดบ้างว่าเราจะเห็น ดอกเบี้ยเงินฝากที่ไม่ถึง 2%

ในสหรัฐอเมริกา ปี 2544 ทั้งปี ลดดอกเบี้ยเป็นว่าเล่น เฉลี่ยแล้วดูเหมือนจะ เกินเดือนละครั้ง นักวิเคราะห์ที่พยากรณ์ล่วงหน้าไม่ว่าสำนักไหน ผิดด้วยกันทั้งนั้น

เรื่องสำคัญในการบริหารเงินลงทุนนั้น อยู่ที่ว่าเราจัดการกระจายการลงทุนดี พอหรือไม่ เหลือช่องไว้ให้เราปรับตัวได้แค่ไหน ในแต่ละช่วงเวลาที่สถานการณ์ต่างๆ แปรเปลี่ยนไปนั้น แต่ละคนปรับตัวหรือไม่ และปรับตัวอย่างไร

เรื่องสำคัญในการบริหารเงินลงทุนนั้น อยู่ที่ว่าเราจัดการกระจายการลงทุนดี พอหรือไม่ เหลือช่องไว้ให้เราปรับตัวได้แค่ไหน ในแต่ละช่วงเวลาที่สถานการณ์ต่างๆ แปรเปลี่ยนไปนั้น แต่ละคนปรับตัวหรือไม่ และปรับตัวอย่างไร

กรณีที่ 3 การลงทุนเพื่อให้มีรายได้หลังจากเกษียณอายุแล้ว

คำปรึกษาเรื่องลงทุนอีกเรื่อง มาจากคนอายุ 55 ปี อีกเหมือนกันกับคนแรกที่ ยกตัวอย่างไปแล้ว

ผู้ถามยังทำงานมีเงินเดือนอยู่ มีเงินเก็บฝากธนาคารไว้ประมาณ 5 ล้านบาท มี เงินที่เคยลงทุนซื้อกองทุนปิดไว้เมื่อเจ็ดปีก่อนอีก 1 ล้านบาท แต่เมื่อเวลาผ่านไปกองทุน ปิด กลายเป็นกองทุนเปิด เงินยังอยู่ในกองทุนนั้นแต่ว่าเงินต้นเหลืออยู่เพียง 4 แสนบาท ถามว่าตอนนี้จะทำอย่างไรดีกับเงินเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น

ระหว่างนี้ ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินก้อนนี้ ไม่มีภาระต้องดูแลใคร นอกจากตนเองและมีบ้านอยู่อาศัยเรียบร้อยแล้ว เมื่อครบอายุการทำงาน จะได้เงิน ก้อนมาจากองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีกก้อนหนึ่งด้วย

คำถามและรายละเอียดที่ให้มา แจ่มแจ้งดีมาก

สรุปได้ว่า ต้องการผลตอบแทนให้ดีขึ้นกว่าการฝากเงินกับธนาคารและก็รู้จัก กองทุนรวมดีพอสมควร เพราะลงทุนไปแล้วและไม่ได้บ่นเรื่องที่ลงทุนในกองทุนรวมแล้ว ขาดทุน และเนื่องจากว่ากองทุนในสมัยที่ซื้อเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นทั้งสิ้น จึงสรุปว่า ใจของผู้ถามรายนี้รับเรื่องการขาดทุนจากหุ้นได้ดีพอสมควร

นอกจากนี้ก็สรุปเอาเองว่า คงจะมีทรัพย์สมบัติมากกว่าส่วนที่เป็นทรัพย์สิน ทางการเงินและบ้านอยู่อาศัยที่เล่ามาแล้ว คือคงจะมีเครื่องเพชรด้วยหรือบางคนมีของ เก่าสะสมเป็นเรื่องเป็นราว เช่น ผ้าทอมือ กระดุมโบราณ พระเครื่อง งานจิตรกรรม และประติมากรรม หรือของสะสมอื่นๆ ที่อาจจะทำเงินให้ได้เป็นก้อนใหญ่ สมบัติต่างๆ เหล่านั้นไม่นำมารวมในเรื่องการบริหารเงินที่ถามมานี้

บท “จัดสำรับการลงทุนตามวัย” บอกไว้ว่าสำหรับอายุวัยนี้เงินที่ลงทุนในหุ้น ควรจะมีเท่ากับประมาณ 10 - 20% ของเงินที่มีทั้งหมด ที่คิด 10 - 20% ก็เพราะว่า ถ้า ขาดทุนหุ้นไปสักครึ่งหนึ่ง คือ ห้าแสนบาทเงินต้นอาจจะไม่กระทบกระเทือนเลยหรือว่า กระทบกระเทือนบ้างเล็กน้อย แต่ว่าถ้าได้กำไรจากหุ้น จะได้มากและกำไรนั้นสามารฉุด ให้ผลตอบแทนทั้งหมดดีขึ้นได้

ทำไมจึงตั้งต้นเป็นหุ้น
เห็นจะเป็นเพราะอิทธิพลจากตำราเมืองฝรั่งที่ตั้งต้นเรื่องลงทุนโดยดูหุ้นเป็น ตัวยืนพื้นก่อนแล้วเพิ่มตัวอื่นๆ เข้าไปผสมเพื่อให้ได้ความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ต้องการ คือเริ่มจากที่ได้ผลตอบแทนดีที่สุดสำหรับตราสารที่มีการซื้อๆ ขายๆ กันในท้องตลาด แล้วค่อยๆ ลดลำดับความเสี่ยงลงไปหาตราสารที่เสี่ยงน้อยมากแต่ก็ให้ผลตอบแทนน้อย ด้วย และนับเงินฝากธนาคารทุกประเภทที่อายุต่ำกว่า 1 ปี ว่าเป็นเสมือนเงินสด คิดแบบ ฝรั่งทำแล้วค่อยๆ หายกลัว เพราะคิดๆ ก็ปลอดภัยมากขึ้นๆ

แต่ถ้าเป็นคนไทยเรา เราจะตั้งต้นตรงกันข้าม คือมักจะตั้งต้นที่เงินฝาก แล้ว ค่อยๆ ขยับขยายการลงทุนออกไปหาสินทรัพย์อื่น คือกระจายจากเสี่ยงน้อย (เรื่องเงิน ต้นเสียหาย) ไปหาเสี่ยงมาก แบบนี้ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว

ถือหุ้นสัก 10 - 20% อีก 80 - 90% ถือเป็นตราสารที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้าง แน่นอน คือตราสารหนี้ต่างๆ

สรุปว่า ในเงินประมาณ 5.4 ล้านบาทที่มี ให้ลงทุนในหุ้นสัก 500.000 - 1 ล้าน บาท อีก 4 ล้านบาทเป็นเงินที่ลงในตราสารหนี้ที่ให้ดอกเบี้ย

จะแนะนำให้ซื้อหุ้นตัวไหน

ซื้อตัวไหนตอบไม่ได้ค่ะ เพราะเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แนะนำให้เลือก สักสี่ห้าตัวก็พอ เลือกตัวเอกในแต่ละหมวดอุตสาหกรรม เช่น มีหุ้นธนาคารหนึ่งตัว หุ้น กลุ่มสื่อสารหรือพลังงานหนึ่งตัว หุ้นกลุ่มก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์หนึ่งตัว และหุ้น กิจการส่งออกอีกหนึ่งตัว เป็นต้น เป็นการกระจายความเสี่ยงออกไปในแต่ละประเภท อุตสาหกรรม เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีผลประกอบการขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ คนละตัวกัน

เว้นไว้ในส่วนที่เป็นความสามารถเฉพาะของผู้บริหารแต่ละบริษัท ธุรกิจก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์มักขึ้นลงไปทางเดียวกัน กลุ่มพลังงานมักไม่ เคลื่อนไหวหวือหวา กลุ่มธนาคารนั้นเป็นกลุ่มที่มักเคลื่อนไหวตามภาวะเศรษฐกิจ ส่วนกิจการส่งออกมักจะ เคลื่อนไหวเป็นเอกเทศจากตัวอื่นๆ โดยขึ้นอยู่กับตลาดโลก และขึ้นอยู่กับอัตราแลก เปลี่ยนด้วย

ถ้าไม่มีเวลา ไม่สนใจและไม่มั่นใจกับการซื้อหุ้นเอง ก็ต้องหันไปมองกองทุน รวม สมัยนี้กองทุนรวมมักเป็นกองทุนเปิด ถ้าจะให้เลือกเองคงเลือกกองทุนที่พูดชัดเจน ว่าจะลงทุนตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ หรือที่เรียกทับศัพท์ว่า Index Fund ด้วยเหตุผล สองประการคือ

หนึ่ง กองทุนอีกหลายๆ กอง แม้ไม่ได้บอกว่าลงทุนตามดัชนีตลาด แต่ก็มักจะ ประพฤติเช่นนั้นเหมือนกัน ไหนๆ ก็ทำเหมือนกันแล้ว ก็เลือกคนที่บอกไว้ชัดเจนว่า กำลังจะทำเช่นนั้นเสียเลย

สอง สำหรับผู้ที่ติดตามวิเคราะห์ผลงานไม่ทัน กองทุนแบบนี้ดูง่ายและเข้าใจง่าย คือถ้าหุ้นขึ้นกองทุนรวมที่เราลงทุนก็ได้กำไร ถ้าหุ้นลงกองทุนกองนี้ก็ขาดทุน วิธีหาว่ากองทุนใดลงทุนตามดัชนีเพียงใด ก็ง่ายกว่าการวิเคราะห์กองทุนแบบอื่นๆ เพราะกองทุนบ้านเรายังไม่มีมาตรฐานการเปรียบเทียบที่ชัดเจนว่า จะประชาสัมพันธ์ ผลงานโดยคิดเทียบระยะเวลาอย่างไรแน่

จะดูว่ากองทุนแบบ Index Fund มีผลงานอย่างไร ก็เพียงแต่ขอตัวเลขหรือ แผนภาพผลงานมาดู ถ้าเกาะติดไปกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ก็นับว่าน่าพอใจ กองทุนที่ มีผลงานต่ำกว่าดัชนีตลาดมากๆ นั้น ผู้ลงทุนก็คงจะไม่มองอยู่แล้ว แต่อยากจะให้ระวัง กองทุนที่ทำได้ดีกว่าตลาดมากๆ เอาไว้ด้วย คือต้องวิเคราะห์ดูว่าที่ทำได้ดีกว่าตลาด มากๆ นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

ถ้าทำได้ดีกว่า เพราะว่ามัวแต่ไปลงทุนแบบอื่นไม่ได้ลงทุนตามที่พูดไว้ ก็แปล ว่าผู้บริหารกองทุนขาดวินัยในการลงทุน ถ้าทำกำไรได้มากในวันนี้ก็อาจจะขาดทุนมากๆ ในวันหน้าได้ มีเรื่องเล่ากันในหมู่ผู้จัดการกองทุนเป็นอุทาหรณ์ว่า นักบริหารเงินคนหนึ่ง ถูกไล่ออก แม้ว่าผลงานจะดีเด่น เป็นเพราะว่าเขาบริหารเงินแบบแหวกกฎกติกาที่วางไว้ ในธุรกิจนี้ ผู้ลงทุนพึงระวังคนที่ทำเช่นนี้ เพราะเราจะได้กำไรหรือขาดทุนตามดวงและ ตามความสามารถเฉพาะบุคคล มากกกว่าตามนโยบายที่คิดรอบคอบแล้ว

บางคนอาจจะลังเลว่า แล้วที่ถือหน่วยลงทุนของกองทุนอยู่แล้วขาดทุนไปแล้ว ล่ะ เราควรจะย้ายกองไหม

ตอบว่า ย้ายเลย ถ้าคิดว่ากองอื่นจะทำกำไรได้มากกว่า ที่ขาดทุนไปแล้วก็เป็น อดีตไปแล้ว เหมือนเวลาเราเรียนหนังสือ ทำข้อสอบเทอมที่แล้วได้หรือตกไม่ต้องยกมา หมกมุ่นกังวล ควรมุ่งการทำคะแนนในการสอบครั้งใหม่นี้ให้ดีที่สุดจะดีกว่า เราต้องการ ฉุดผลตอบแทนเงินลงทุนทั้งกองของเราขึ้นมา ไม่ใช่ไปนั่งทำข้อสอบเดิมที่ผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อเทอมก่อน

หนึ่งล้านบาทแรกให้คำแนะนำยาวมาก ส่วนอีก 4 ล้านกว่าๆ ที่เหลือ ข้อแนะ นำสั้นๆ ว่า

ซื้อพันธบัตรส่วนหนึ่ง ซื้อหุ้นกู้อื่นๆ อีกส่วนหนึ่ง ถ้าไม่มั่นใจที่จะทำเองก็หาก องทุนรวมตราสารหนี้ ซึ่งจะระบุว่าลงทุนในหุ้นกู้อย่างเดียว หรือลงทุนในพันธบัตรบาง ส่วน หุ้นกู้ของบริษัทเอกชนบางส่วนหรือลงทุนในพันธบัตรทั้งหมด

ถ้ากลัวดอกเบี้ยขึ้นแล้วจะพลาดโอกาสได้ดอกเบี้ยงามๆ ในเวลาอันใกล้ ก็ ให้หากองทุนที่มีนโยบายลงทุนในตราสารต่างๆ ที่อายุสั้นๆ หน่อย

ถ้าคิดว่าดอกเบี้ยจะลง หรือคิดว่าดอกเบี้ยคงอยู่แถวๆ นี้ ไปอีกนานพอสมควร ก็ซื้อกองทุนที่ถือตราสารอายุยาวขึ้น

ควรกันเงินสัก 1 ล้านบาท ไปค่อยๆ จ่ายค่ากรมธรรม์ประกันชีวิตเป็นรายปี ซื้อประกันชีวิตแบบที่จะจ่ายคืนเป็นรายปีไปตลอดชีพเพื่อเป็นการสร้างบำนาญให้ตนเอง นอกจากนี้ยังสามารถนำเงินบางส่วนที่ได้จากการลงทุนต่างๆ ไปทยอยจ่ายเบี้ยประกัน ในปีต่อๆ ไปได้ด้วย

เมื่อเลิกทำงานจะได้เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาก้อนหนึ่ง ให้นำเงินบาง ส่วนจากตรงนั้น มารอจ่ายเบี้ยประกัน และเหลือไว้ใช้อีกก้อนหนึ่ง ซึ่งอาจต้องการเงิน เพื่อปรับปรุงบ้าน ซื้อรถใหม่ ฯลฯ เป็นอันว่าภาระการจ่ายเงินสิ้นสุดลงเมื่อเกษียณจาก การทำงาน

ทำหมดนี้แล้วคงจะได้ผลตอบแทนสูงขึ้น และสร้างบำนาญก้อนเล็กๆ ให้กับตัว เองได้ด้วย