18.ตาข่ายแห่งความมั่นคงของสังคม

แนวคิดที่เกี่ยวกับเงินออมระยะยาวเน้นว่า เงินออมระยะยาวของคนที่ทำงานใน วันนี้ ก็คือส่วนหนึ่งของแผนหลักของประเทศที่จะสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นในสังคมของ ประเทศนั้นๆ

โครงการสวัสดิการสังคม หรือความคุ้มครองให้กับประชาชนแต่ละคนนั้น เป็น เรื่องสำคัญสำหรับความมั่นคงทางสังคมที่จำ เป็นต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างความเจริญ ทางเศรษฐกิจ เป็นการสร้างความกินดีอยู่ดี ให้กับประชาชนให้ครบถ้วนสำ หรับคนที่ ทำงานได้ และทำงานไม่ได้ หรือไม่ได้ทำงานแล้ว

เรื่องสวัสดิการสังคมนี้อาจจะพูดได้กว้างขวางมาก ในที่นี้จะดูเฉพาะสวัสดิการที่ จะเสริมสร้างให้ผู้ที่มีงานทำได้มีกินมีใช้ แม้ในวัยที่ไม่ได้ทำงานแล้ว หรือในยามที่ไม่อาจ ทำงานได้

โครงการในด้านนี้สามารถแยกได้เป็นสามระดับตามการจำแนกของธนาคารโลก โดยระบบการออมและสวัสดิการทั้ง 3 นี้อาจจะเปรียบได้ว่าเป็นตาข่าย 3 ชั้นที่ขึงไว้เพื่อ ความปลอดภัย และความมั่นคงของสังคม

ตาข่ายขั้นแรก : ระบบการออมโดยสมัครใจ (privately managed, voluntary savings)

ระบบนี้คือการออมโดยสมัครใจของบุคคลแต่ละคน รัฐจะให้การสนับสนุนบ้าง ด้วยประโยชน์ทางภาษีอากรในประเทศไทย โครงการที่ชัดเจนที่สุดคือ กองทุนรวมเพื่อ การเลี้ยงชีพ หรือ RMF (Retirement Mutual Fund) และ การประกันชีวิตแบบสะสม ทรัพย์

ตาข่ายชั้นกลาง: ระบบบำนาญแบบบังคับ (publicly mandated, defined contribution system)

คือระบบบำนาญแบบที่รัฐบังคับให้ประชาชนออมเพื่อไว้ใช้ยามชรา ประชาชน แต่ละคนจะได้ผลประโยชน์เท่ากับที่ออมได้ เป็น fully funded system คือประชาชน สะสมเงินทุกเดือนเข้ามาไว้ในบัญชีของตนเองรวมกับส่วนที่นายจ้างจ่ายเข้ามาสมทบ เป็นเงินของแต่ละคนแยกต่างหากจากกัน (individual account) แล้วนำเงินในบัญชีดัง กล่าวไปหาดอกผล แล้วจ่ายคืนเมื่อประชาชนผู้นั้นเกษียณอายุ

บางประเทศอาจให้นายจ้างจ่ายแต่ฝ่ายเดียวก็ได้ เป็นกองทุนจากนายจ้าง สำหรับลูกจ้างแต่ละคน

ที่เรียกว่าเป็นบำนาญนั้น ก็เพราะในหลายประเทศจะใช้วิธีการของคณิตศาสตร์ ประกันชีวิตมาคำนวณหาจำนวนเงินที่คอยจ่ายคืนเป็นงวดๆหลังเกษียณ แต่อีกหลาย ประเทศจะจ่ายแบบบำเหน็จ คือจ่ายเป็นเงินก้อนให้ผู้รับเงินไปบริหารเงินหลังเกษียณ เอาเอง

กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ นับแต่ตั้งกองทุนมา ถือเป็นระบบเงินออม รายบุคคล ที่บังคับใช้กับข้าราชการเข้าใหม่ทุกคน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นกองทุนที่ ก้ำกึ่งระหว่างตาข่าย 2 ชั้นที่กล่าวมานี้ เพราะไม่ได้บังคับ แต่รัฐสนับสนุน และนายจ้าง ร่วมจ่าย

ตาข่ายชั้นสุดท้าย : ระบบกำหนดบำนาญไว้ล่วงหน้า (publicly mandated, publicly managed, defined benefits system)

คือระบบบังคับออม ที่รัฐรับหน้าที่บริหารจัดการและกำหนดผลประโยชน์ที่ ประชาชนทุกคนพึงได้รับไว้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ชัดเจนล่วงหน้า (defined benefits) ระบบ นี้เป็นระบบแรกๆ ของการประกันสังคมในนานาประเทศและกำลังเป็นปัญหามากใน ประเทศต่างๆ ทั้งในยุโรปและอเมริกา เพราะเป็นระบบ pay-as-you-go คือรัฐหาเงินมา จ่ายเมื่อต้องจ่ายไม่มีการออมเงินไว้ให้พอเพียงตั้งแต่วันที่สัญญาจะให้บำนาญตามที่ กำหนด เมื่อผู้รับประโยชน์อายุยืนขึ้น ทำให้ต้องจ่ายเงินให้ยาวนานขึ้น และอัตราการเกิด ลดลง ทำให้ผู้จ่ายเงินเข้ากองทุนมีน้อยลง รายจ่ายดังกล่าวจึงเป็นภาระต่องบประมาณ อย่างมาก

ระบบ defined benefits, pay-as-you-go ของเราคือ บำนาญของข้าราชการ
สำหรับการประกันสังคมที่มีการแยกกองเงินไว้ต่างหาก เช่น กองทุนประกัน สังคมกรณีชราภาพ ซึ่งเป็นระบบ defined benefits เช่นเดียวกับบำนาญข้าราชการ ถึง แม้จะมีการจ่ายเงินเข้ากองทุนอย่างสม่ำเสมอโดยนายจ้างและลูกจ้าง แต่ก็ต้องคอยดูว่า อัตราที่จ่ายเข้า บวกกับผลประโยชน์ที่หาได้ พอเพียงจะจ่ายให้กับสมาชิกตามที่สัญญาไว้ โดยกองทุนไม่หมดไปเสียก่อน ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต

วิธีการได้เงินมาจ่าย

พอจะเห็นได้ว่า ระบบการประกันสังคมหรือการออมเพื่อไว้ใช้ในยามชรานั้น หากแยกตามวิธีการได้เงินมาจ่ายมีสองแบบ คือแบบที่กำหนดจำนวนเงินที่ผู้เป็นสมาชิก จะได้รับ หลังจากออกจากงานตั้งแต่ต้น โดยไม่ได้ระบุว่าเงินจะมาจากที่ได้ (defined benefits) กับแบบที่กำหนดจำนวนเงินที่สมาชิกและ/หรือนายจ้างต้องจ่าย โดยสมาชิก จะได้รับเงินคืนตามที่จ่ายมารวมกับที่นายจ้างจ่ายสมทบให้ (defined contribution)

ระบบ defined benefits ในเมืองไทย สำหรับในภาคราชการคือเงินบำเหน็จ บำนาญที่ข้าราชการจะได้รับเมื่อออกจากงาน ซึ่งมีวิธีคิดกำหนดไว้แน่ชัดทราบกันตั้งแต่ วันที่เข้ารับราชการ ส่วนในภาคเอกชน ได้แก่ กองทุนเพื่อการชราภาพของกองทุนประกัน สังคม

ในต่างประเทศบางประเทศ การให้บำนาญไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะข้าราชการหรือ การประกันสังคมที่เป็นตาข่ายสุดท้ายเท่านั้น พนักงานในบริษัทเอกชนก็มีโอกาสได้รับ บำนาญ เช่นกันตามโครงการของบริษัทต่างๆ ซึ่งมองดูแล้วก็เห็นว่าเป็นการให้สวัสดิการ ที่ดี ทำให้ผู้ที่อยู่ในวัยชรารู้สึกมีความมั่นคงในบั้นปลายของชีวิตมากกว่าในเมืองไทย

สำหรับระบบ defined contribution นั้น ในประเทศไทย ได้แก่ โครงการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของภาคเอกชน และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการของฝ่าย ข้าราชการ

เรื่องนี้ก็เช่นกัน ในต่างประเทศโครงการที่จะให้คนที่ทำงานมีรายได้เก็บออมเพื่อ ไว้ใช้ในยามชรา มีหลากหลายและกว้างขวางกว่าในเมืองไทย เพราะครอบคลุมถึงคน ทำงานมากสาขาอาชีพกว่า ซึ่งรวมไปถึงผู้ที่ประกอบวิชาชีพอิสระด้วย

ทำไมเป็นเช่นนั้น และ ควรมีโครงการเช่นเดียวกันในเมืองไทยหรือไม่

สำหรับทุกสังคม เราจำเป็นต้องมีการให้สวัสดิการกับคนที่ไม่สามารถนำตนเข้าไป อยู่ในกระแสหลักของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม นั่นเป็นการให้บริการ ขั้นต่ำสุดที่รัฐจำ เป็นต้องจัดหาให้กับราษฎรทุกคน ทุกวัย นั่นคือตาข่ายชั้นที่ 1

แต่หากว่าในประเทศของเราจะมีโครงการออมเงินในรูปแบบต่างๆ ขึ้นมาบังคับ หรือสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานและมีเงินจากการทำงานได้เก็บออมส่วน หนึ่งไว้ ก็จะช่วยแบ่งเบาภาระในการให้สวัสดิการของรัฐได้ หากกลุ่มผู้ทำงานนี้มีอันต้อง ตกงานหรือว่าไม่ได้ทำงานต่อไปไม่ว่าจะด้วยไร้ความสามารถ หรือสูงอายุก็ตาม ก็ยังมีเงิน ของตนไว้ใช้เลี้ยงตนเองได้ นี่เป็นตาข่ายชั้นที่ 2 และ 3

การออมเพื่อวัยชรา ก็คือการเกลี่ยเงินได้จากวันที่มีเงินเดือน มีรายได้ไปสู่เวลา ที่ไม่มีรายได้แล้วแต่ยังมีรายจ่ายอยู่ ซึ่งเป็นบั้นปลายของชีวิตของคนทุกคน

ในสังคมเกษตร ชุมชนและครอบครัวขนาดใหญ่ จะดูแลเครือญาติผู้อยู่ในวัยชรา หรือมองอีกนัยหนึ่งก็คือ คนในชั่วอายุต่อมาคือรุ่นลูก หรือรุ่นหลานเป็นผู้เลี้ยงดูคนชั่ว อายุก่อนหน้านั้น แต่เมื่อสังคมเกษตรเริ่มสลายลง เปลี่ยนเป็นสังคมอุตสาหกรรม ครอบครัวเป็นครอบครัวเดี่ยว และคนส่วนมากทำงานได้เงินเดือนที่มีวันจะตกงานหรือ ปลดเกษียณเพราะสูงอายุ การที่ลูกหลานจะเลี้ยงดูปู่ย่าตายายหรือเครือญาติเริ่มเป็น เรื่องที่ยากขึ้น

ในสังคมอุตสาหกรรมที่พัฒนามานานแล้ว ได้เปลี่ยนวิธีการจากระบบที่ ครอบครัวหรือเครือญาติดูแลกันในชุมชน มาเป็นเรื่องที่รัฐเป็นผู้ให้การดูแล ด้วย ระบบสวัสดิการที่ใช้วิธีจ่ายจากงบประมาณ หรือจ่ายจากเงินกองทุนที่กำหนดจำนวน เงินหรือประโยชน์ที่พึงได้ไว้ล่วงหน้าหากเงินไม่พอก็ต้องเรียกเก็บเพิ่มจากผู้ที่อยู่ในวัย ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นในรูปของการเพิ่มเงินจ่ายเข้ากองทุน หรือการเพิ่มภาษีเพื่อให้มีเงิน งบประมาณพอจ่ายก็ตาม ด้วยวิธีการนี้ระบบคิดยังคงเดิม คือ คนรุ่นลูกหรือหลานเป็น ผู้เลี้ยงดูคนชั่วอายุก่อนหน้านั้น เพียงแต่ว่าทำผ่านระบบกองทุน หรือระบบภาษี นี่คือ ระบบประกันสังคมที่เป็น defined benefits ที่กล่าวถึงไว้ข้างต้น

มาถึงวันนี้ที่คนอายุยืนขึ้น ระบบประกันสังคมหรือการให้สวัสดิการแบบที่ว่าให้ คนวัยทำงานจ่ายเพื่อเลี้ยงคนรุ่นก่อนหน้านั้นทำท่าว่าจะไปไม่รอด เพราะคนแก่มีมากขึ้น เป็นลำดับ ประเทศที่เพิ่งหันมามองและจัดโครงการให้สวัสดิการในด้านนี้หันมาเน้นการ ออมระยะยาวเป็นหลัก นั่นก็คือ การช่วยตนเองของคนในวัยทำงานทุกคนที่จะเกลี่ยเงิน ทำมาหาได้ส่วนหนึ่งไว้สำหรับใช้หลังจากเกษียณแล้ว โดยนายจ้างจ่ายเงินให้อีกส่วนหนึ่ง และรัฐบาลมีส่วนสนับสนุนด้วยการลดหย่อนภาษีหรือกำหนดวิธีการเสียภาษีที่สนับสนุน ให้มีการออมทำนองนี้

ทำยิ่งมากยิ่งดี เพราะทำให้คนพึ่งตนเองได้ ไม่เป็นภาระของรัฐในระยะยาว และ ควรทำให้กว้างขวางขึ้นอีกหลายด้านคือ

1. ครอบคลุมคนที่อยู่ในวัยทำงานและมีรายได้ทั้งหมด
2. ไม่ควรให้มีการนำเงินออกไปใช้ แม้เมื่อออกจากงานหนึ่งไปทำงานอีกที่หนึ่ง ควรให้เป็นเงินพึงรับเมื่อครบอายุที่กำหนดเท่านั้น
3. การสนับสนุนไม่จำเป็นต้องยกเว้นภาษี แต่อาจจะใช้วิธีให้เสียภาษีตอนนำเงินออกไปใช้ก็ได้
4. มีโครงการเงินออมแบบสม่ำเสมอระยะยาวที่มีนโยบายการลงทุนต่างๆ กัน ให้เลือกให้มากแบบขึ้น ซึ่งสินค้าที่หลากหลายน่าจะช่วยเพิ่มแรงดึงดูดในการ ออมได้มากขึ้น
5. เมื่อผู้ออมก้าวเข้าสู่วันเกษียณอายุจากการทำงาน ควรมีทางเลือกให้ไม่ต้อง นำเงินออกไปทั้งก้อน เช่น มีระบบให้ฝากเงินไว้ให้ผู้เชี่ยวชาญบริหารและจ่าย คืนเป็นงวดคล้ายบำนาญ

โครงการลงทุนต่อเนื่องเพื่อใช้หลังเกษียณ

ถ้ามาตรฐานชีวิตของคนในวัยหลังเกษียณขึ้นกับจำนวนเงินที่จะมีใช้เลี้ยงขีพไป ตลอดชีวิต ปัจจัย 2 ประการที่จะมาเกี่ยวข้องกับมาตรฐานชีวิตหลังเกษียณ คือ

1. จำนวนเงินที่จะมีใช้หลังเกษียณ
2. วิธีการบริหารจัดการเงินที่มีอยู่หลังจากเกษียณ

มีคนคิดไว้ว่า รายได้ต่อเดือนที่ควรจะมีใช้หลังเกษียณ ไม่ควรจะน้อยกว่า 70% ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย หากต้องการให้มีเงินเดือนใช้เท่านั้นในตอนเกษียณ ก็หมาย ถึงว่าในวัยทำงานต้องเก็บออมอย่างมีวินัย และให้ได้เป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละช่วงเวลา ยิ่งเก็บออมได้มากก็จะมีเงินใช้จ่ายได้มากขึ้น มาตรฐานชีวิตก็ดีขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีเงินเก็บเป็นจำนวนมากพอตามเป้าหมาย ก็ต้องระวังว่าหลัง จากเกษียณอายุแล้ว ต้องจัดสรร และบริหารจัดการให้เป็น เพื่อมีเงินพอใช้ไปตลอดรอด ฝั่ง

มีอยู่สองสามวิธีที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตบั้นปลาย ให้อยู่ได้อย่างสบายไม่ต้อง กระเบียดกระเสียร หรือกังวลเรื่องการบริหารจัดการเงินหลังเกษียณ

สะสมเพิ่ม

นอกจากจำนวนเงินที่บังคับสะสมเป็นรายเดือนแล้ว ผู้มีรายได้บางคนต้องการ สะสมเพิ่ม เพื่อเพิ่มมาตรฐานการครองชีพของตนเองในวัยเกษียณ กองทุนเพื่อเกษียณ อายุในประเทศต่างๆ เหล่านี้มักเปิดโอกาสให้สมาชิกของตนสะสมเงินเพิ่มได้ และเอาเงิน นั้นไปลงทุนหาดอกผลให้งอกเงยเป็นทุนชีวิตให้ผู้สะสมต่อไป

ของเราตอนนี้ผู้เป็นสมาชิกกองทุน กบข.สะสมเพิ่มได้ บุคคลทั่วไปสะสมเพิ่มได้ ด้วยกองทุน RMF หรือ ซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ หรือ ออมเพิ่มด้วย ตนเองแล้วนำเงินไปบริหารจัดการเอง -- หัดไว้ก็ดีเหมือนกัน และไม่แน่นะคะ ถ้าจัด สำรับให้ดีๆ อาจจะได้ผลตอบแทนมากกว่ากองทุนก็ได้

สะสมต่อเนื่อง

สิ่งสำคัญของการสะสมเงินพื่อการเกษียณอายุคือความต่อเนื่อง ในประเทศไทย เมื่อลูกจ้างลาออกจากบริษัทถือว่าพันสภาพจากการเป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยง ชีพโดยอัตโนมัติ เงินที่อยู่ในกองทุนก็ต้องเอาออกมาด้วย ในทำนองเดียวกันข้าราชการ ไทยเมื่อพ้นสภาพจากการเป็นข้าราชการ ก็ถือว่าพ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกกองทุน บำเหน็จบำนาญข้าราชการ จำต้องขอรับเงินคืน

ในทางทฤษฎีเมื่อออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของที่ทำงานเดิม ก็ควรจะนำ เงินก้อนนั้นไปสะสมให้ต่อเนื่องในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของที่ทำงานใหม่ (ในปัจจุบัน หากที่ทำงานทั้งเก่าและใหม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของตนเอง ลูกจ้างที่ออกจากที่ ทำงานเดิมและเข้าไปทำงานที่ใหม่โดยต่อเนื่อง สามารถโอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยง ชีพที่เดิมไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ใหม่โดยอัตโนมัติ) หรือหากจำต้องรับเงินก้อน จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมื่อออกจากงานก็ควรจะนำเงินออมก้อนนั้นไปออมต่อ อาจ จะออมเองหรือออมกับกองทุนเปิดต่างๆ ก็ได้ แต่ในทางปฏิบัติ ยังมีคนขอรับเงินก้อน และเมื่อได้รับเงินก้อนก็ใช้หมด แต่ถึงแม้จะไม่ได้ใช้หมด บางรายก็เสียประโยชน์ไม่อาจ นับผลประโยชน์อย่างต่อเนื่องได้ เมื่อไปเข้ากองทุนที่ใหม่ก็ต้องเริ่มสะสมใหม่

หลายประเทศให้ความสำคัญกับการออมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าผู้ออมจะย้ายงาน ไปที่ใด จะมีกองทุนรองรับการโอนย้ายเงินจากกองทุนหนึ่งไปอีกกองทุนหนึ่งและไม่ อนุญาตให้นำเงินออกมาใช้จนกว่าจะเกษียณอายุ เพื่อให้เงินออมที่สะสมมาตลอดนั้นไม่ ขาดระยะในการลงทุนเพื่อหาผลประโยชน์ และป้องกันไม่ให้นำเงินนั้นไปใช้ก่อนวัย เกษียณ ซึ่งถือว่าผิดวัตถุประสงค์ของโครงการ

สำหรับประเทศไทย ณ ขณะนี้ ยังไม่มีข้อบังคับให้เกิดการออมอย่างต่อเนื่อง สิทธิในการรับเงินจากกองทุนเกิดขึ้นเมื่อออกจากงานไม่ใช่ตอนเกษียณ และก็ยังสามารถ รับเงินเป็นก้อนได้ แต่ในอนาคตน่าจะมีแนวโน้มที่ดีในการเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ได้ ออมเงินอย่างต่อเนื่องกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถเลือกรับเงินเป็นงวดๆได้

รับเงินเป็นงวด

คนส่วนใหญ่พอมีเงินอยู่ในมือก็อดไม่ได้ที่จะใช้ ยิ่งบางคนเกษียณอายุแล้วเลือก รับบำเหน็จได้เงินก้อนใหญ่อยู่ในมือที่เคยวาดฝันไว้ว่าอยากได้นั่นได้นี่ คราวนี้มีเงินซื้อก็ อดไม่ได้ที่จะซื้อ เงินก้อนที่ตั้งใจจะเอาไว้ใช้ไปตลอดชีวิตอาจหมดไปเร็วเกินคาด

ระบบบำนาญ ซึ่งเป็นตาข่ายชั้นแรก เป็นตัวหนึ่งที่ข่วยจัดสรรเพื่อให้มีเงินใช้ ในระยะยาว คือ แทนที่จะให้เงินตูมเดียวทั้งก้อน เปลี่ยนมาเป็นแบ่งจ่ายเงินให้เป็น งวดๆไปจนตลอดชีวิต เพื่อการันตีว่าอย่างน้อยคนคนนั้นจะมีเงินจำนวนหนึ่งไปใช้ทุก เดือน ไม่ถึงกับสิ้นไร้ไม้ตอก

ไม่เฉพาะแต่เงินบำ นาญที่จ่ายจากงบประมาณของรัฐเท่านั้น กองทุนเพื่อการ เกษียณอายุในหลายๆ ประเทศ อย่างประเทศชิลี ออสเตรเลีย ฮ่องกง สิงคโปร์ หรืออังกฤษ ที่บังคับให้ทุกคนที่มีรายได้ต้องสะสมเงินเข้ากองทุน บางประเทศเปิด โอกาสให้สมาชิกเลือกรับเงินที่ตนเองสะสมไว้เป็นงวดๆได้ รัฐพยายามชักจูงให้ผู้สะสม รับเงินเป็นงวด เพื่อให้มีรายได้เป็นรายเดือนเหมือนตอนที่ยังทำ งานอยู่ โดยให้สิทธิ ประโยชน์ทางภาษีเป็นแรงจูงใจ หรือส่งเสริมให้นำเงินก้อนไปไว้กับบริษัทประกันชีวิต ที่ จะจ่ายเงินให้กับผู้ถือกรมธรรม์เป็นงวดๆ

ของเราเอง กองทุน กบข. นำร่องไปแล้วโดยให้สมาชิกขอรับเงินเป็นงวดๆ ได้ แต่คนอื่นๆ ยังทำไม่ได้ แม้แต่การนำเงินไปฝากให้บริษัทประกันชีวิตดูแล เพราะบริษัท ประกันชีวิตในบ้านเรายังไม่ยอมรับเบี้ยประกันครั้งเดียวทั้งก้อน แล้วเริ่มจ่ายคืนให้ผู้ถือ กรมธรรม์ไปตลอดชีพแบบบางประเทศอื่นๆ ผู้ต้องการเงินคืนเป็นงวดๆ ต้องค่อยๆ ออม เป็นเวลานาน กับโครงการของบริษัทประกันชีวิตเท่านั้น

อีกแหล่งหนึ่งที่น่าจะเป็นผู้จ่ายเงินเป็นงวดได้ แต่ก็ไม่ทำเหมือนกันคือ รัฐบาล ถ้ารัฐบาลออกพันธบัตรระยะยาวเพื่อกู้เงินแบบจ่ายคืนดอกเบี้ยและทะยอยจ่ายคืนเงิน ต้นทุกงวดไปพร้อมๆกัน (นักการเงินเรียกว่า amortized bonds) โดยกำหนดให้ผู้ถือ พันธบัตรได้รับเงินทุกเดือน เดือนละเท่าๆกัน แบบนี้เท่ากับได้ออกแบบพันธบัตรเพื่อผู้ เกษียณอายุได้มีเงินรับคล้ายบำนาญ

รัฐที่มีนโยบายอยากให้ผู้ที่ออมเงินมาตลอดชีวิตการทำงาน ได้มีที่พักเงินก้อน และค่อยๆ ทะยอยใช้ จะมีมาตรการส่งเสริมสนับสนุนด้วยประการต่างๆ ให้ประชาชน ผู้ออมยืดอายุเงินออมไว้ใช้นานๆ ด้วยกันทั้งนั้น การสนับสนุนและส่งเสริมการออมเพื่อ เกษียณ ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อเกษียณ อันที่จริงการบริหารจัดการเงินที่ได้มาตอนเกษียณเริ่ม ต้นขึ้นหลังจากที่เกษียณแล้ว การบริหารจัดการเงินก้อนนี้มีความสำคัญมาก เพื่อให้ผู้ที่ เกษียณแล้วมีความมั่นคงทางการเงินไปจนตลอดชีวิตสมวัตถุประสงค์ที่รัฐได้เริ่มนโยบาย ออมเงินเพื่อเกษียณเอาไว้แล้ว