3.ออมเท่าใดเพื่อใช้สบายๆ ในอนาคต

เมื่อตั้งใจจะออมเงินกันแล้ว ก็ควรมีเป้าหมายเสียหน่อยว่าเราควรจะออมเงินสักเท่าใด ถึงจะมีพอเพียงที่จะอยู่ได้อย่างสบายๆ ในวัยชรา
จะออมมากเกินไป ก็คงไม่น่าสบายเท่าใดนัก ไม่อยากจะเป็นจอมขี้เหนียวมีเท่าใดก็เก็บให้หมด หรือว่าเป็นคนที่เบียดเบียนปัจจุบันของตนเอง เพื่อความสบายในอนาคตเสียจนกระทั่งปัจจุบันไร้ความหมาย ไร้ความสุข หมดความสบาย
การทำอะไรที่ตึงเกินไป ก็มีโอกาสว่าจะท้อถอยแล้วเลิกทำเสียกลางคันแล้วหันมาถือคติที่ว่า ใช้ให้หมดๆ ไป เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมาถึงหรือไม่
ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการจะหย่อนเกินไป เก็บออมไว้น้อยเสียจนกระทั่งเมื่อถึงวันที่รู้ตัวว่าต้องใช้เงินออมก็มีเงินไม่พอใช้เมื่อเทียบกับเพื่อนๆ ที่เขารู้จักเก็บออมแล้วก็นึกเสียใจว่า รู้อย่างนี้เก็บเงินให้มากกว่านี้อีกหน่อยก็ดี

มีเงินออมเท่าไหร่จึงจะพอ

มีคนให้สูตรมาว่าจะดูว่าเงินออมน่าจะพอเพียงหรือไม่ ให้ดูว่าตอนนี้มีเงินต้นอยู่สักเท่าใดแล้ว เงินออมที่ควรจะมีอยู่ในมือแล้ว คือ ร้อยละ 10 ของเงินรายได้ทั้งปีคูณด้วยอายุในขณะนั้นของผู้ออม

เงินออมที่ควรมีในมือ = 1/10 x อายุ x รายได้ทั้งปี

ผู้อ่านหลายคนอาจจะตกใจว่าเรามีเงินออมน้อยนิดเดียว บางคนก็อาจจะดีใจว่ามีเงินออมมากมายเกินพอไปแล้ว อย่าลืมคำนึงถึงด้วยว่า แต่ละคนมีวิธีการถือทรัพย์สินที่ต่างกันด้วย
บางคนอาจจะเก็บเงินส่วนใหญ่ไว้ในสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น เงินฝากธนาคารเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ พันธบัตร หุ้น หุ้นกู้ หรือตราสารทางการเงินต่างๆ แต่บางคนอาจจะมีบ้าน มีคอนโด หรือมีที่ดินหลายแปลง หรือมีเครื่องประดับมีค่ามากมาย ก็ต้องนำทั้งหมดนี้มาคำนึงถึงด้วย
ที่จะต้องไม่ลืมคิดเผื่อไว้ก็คือ สินทรัพย์ต่างๆ ที่ถือไว้แล้วนี้ สามารถสร้างรายได้ในอนาคตได้หรือไม่และสามารถสร้างได้มากน้อยเพียงใด เพราะว่าในอนาคตแต่ละคนจะมีทรัพย์สินมากน้อยเพียงใด นอกจากเงินต้นแล้วยังขึ้นอยู่กับรายได้ที่จะเพิ่มพูนขึ้นมาด้วย เช่น

มีเงินฝากธนาคารก็จะได้ดอกเบี้ยเป็นรายรับที่งอกเงยขึ้นมา

ถ้ามีหุ้น ได้เงินปันผล และได้กำไรหรือขาดทุนจากหุ้น

ถ้ามีบ้าน คอนโด หรือที่ดิน (รวมเรียกว่าอสังหาริมทรัพย์) ให้เช่าได้หรือไม่และโอกาสที่ราคาอสังหาริมทรัพย์เหล่านี้จะสูงขึ้นมีเพียงใด น่าจะสูงขึ้นสักเท่าใด และโอกาสที่จะขายได้ในราคาที่ต้องการมีมากน้อยเพียงใด ขายได้เร็วเพียงใด

สำหรับเรื่องความเสี่ยงด้านต่างๆ ของทรัพย์สินแต่ละชนิดจะได้กล่าวถึงในบทต่อๆ ไป



เงินออมที่ผลิดอกออกผล

ดอกผลหรือรายได้ที่ทรัพย์สินที่มีอยู่แล้วช่วยสร้างเพิ่มขึ้นมามีประโยชน์ มากมายหลายประการทีเดียว คือ

1. จะมีส่วนไปช่วยให้การออมในปีต่อๆไปลดลงได้ เพราะเงินได้ช่วยทำงานเพิ่มพูนรายได้ให้ ทำให้เงินออมในมือมีครบตามสูตรได้ง่ายขึ้น

2. ถ้าผู้ใดยังอยากจะออมเงินแต่ละเดือน ในจำนวนที่เท่าๆกันอยู่ต่อไปอย่างเดิม ผู้นั้นก็จะมีเงินออมมากขึ้นไปกว่าเป้าหมาย อันทำให้ความมั่นคงในอนาคตยิ่งสูงขึ้นและหากว่าอยากจะใช้เงินไปทำอะไรอื่นไม่ว่าจะลงทุน หรือว่าใช้เพื่อความสะดวกสบายในชีวิตก็สามารถใช้เงินได้คล่องมือขึ้น ถ้าไม่ใช้ทำอะไร เงินที่สะสมไว้จะเพิ่มพูนเร็วขึ้นไปอีก เพราะมีผลประโยชน์ที่งอกเงยขึ้นจากผลประโยชน์ที่ได้มาแล้วทบทวีขึ้น

3. ถ้าสามารถทำให้เงินงอกเงยขึ้นได้อย่างมาก หลังจากเกษียณแล้วก็จะทำให้ผู้นั้นสามารถมีเงินใช้ต่อเดือนได้สูงขึ้นกินดีอยู่ดีขึ้นและไม่ต้องกังวลนักกับเงินเฟ้อที่ทำให้เงินเล็กลง

4. ถ้าไม่ใช้มากขึ้น ผู้นั้นก็จะใช้เงินได้นานขึ้น ถ้าอายุยืนกว่าที่คาดไว้ ก็ไม่เป็นภาระทางการเงินต่อผู้อื่น หรือหากว่าล่วงลับไปก่อนก็มีมรดกไว้ให้ผู้ที่ยังอยู่อีกด้วย

วิธีการหาเงินเก็บให้ได้ตามเป้าหมาย

ถ้าตอนนี้เราอายุ 25 ปี มีเงินเดือน 10,000 บาท และควรจะมีเงินออม 300,000 บาท พออายุ 26 ปี ควรมีเงินออม 312,000 บาท
มีวิธีการหาเงินเก็บให้ได้ตามเป้าหมายหลายแบบ



เป้าหมายเงินบำนาญ

ในการที่ผู้อยู่ในวัยทำงานออมเงินและนำเงินไปลงทุนด้วยวิธีต่างๆ ทำให้มีความมั่งคั่งมากขึ้น พึงระลึกว่าการมีเงินหรือหาดอกผลจากทรัพย์สินได้เป็นจำนวนมากไม่ใช่จุดหมายปลายทางของการออม แต่เป็นเพียงเครื่องมือในการสร้างรายได้ที่ต้องการสำหรับอนาคต

เราได้ตั้งต้นเอาไว้ว่า จุดหมายปลายทางของการออมก็เพื่อให้มีเงินใช้สบายๆในวัยที่เลิกทำงานแล้ว ดังนั้น เป้าหมายที่ต้องการที่แท้จริงก็คือ ตัวเลขที่จะบอกได้ว่าเราควรจะมีเงินได้ต่อเดือนเท่าใดจึงจะอยู่ได้อย่างสบายๆ หลังจากเลิกทำงานแล้ว

สูตรที่ใช้กันเป็นการทั่วไปคือ 70% ของเงินเดือนสุดท้าย

สำหรับข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. จะได้รับเงินบำนาญรายเดือนเท่ากับเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่รับราชการ คูณเวลาราชการหารด้วย 50 แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย แล้วได้เงินอีกส่วนหนึ่งเป็นก้อนจากกบข. เพื่อให้นำไปใช้หรือหาดอกผลเพิ่มเติมเอาเอง ซึ่งอาจจะได้มากกว่าหรือน้อยกว่าผู้ไม่เป็นสมาชิก กบข. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าระหว่างที่ออม และเมื่อได้รับเงินก้อนไปแล้ว ได้นำเงินนั้นไปหาดอกผลหรือรายได้จากเงินก้อนนั้นมากน้อยเพียงใด

สูตร 70% ของรายได้เดือนสุดท้ายนี้ เป็นสูตรที่ต่างประเทศก็ใช้เช่นกัน ดูจะเป็นแนวคิดที่ยอมรับกันเป็นสากล

ที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศก็คือ จะหา 70% ของรายได้มาได้ด้วย วิธีใดบ้าง

สำหรับพนักงานบริษัทเอกชนของไทยและผู้ประกอบอาชีพอิสระ ทั้งปวง ที่ไม่มีบำนาญเหมือนข้าราชการ ทางเลือกมีไม่มากนัก

การประกันสังคมของเรายังครอบคลุมไม่ถึงทุกอาชีพและการจ่ายเงินใน ยามชราจากกองทุนเพื่อการชราภาพก็ให้รายได้เพียงบางส่วน ไม่เต็มถึง 70% ของเงินเดือนอย่างแน่นอน

ระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของเรา มิใช่ระบบบังคับให้ทุกคนที่ทำงานมีรายได้ต้องเป็นสมาชิก ยังเป็นระบบที่ทำโดยสมัครใจและเป็นโครงการที่มีเฉพาะในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น

ทางเลือกที่เหลืออยู่ก็คือ ออมเองเพื่อให้เราสามารถให้บำนาญกับตัวเราเองได้เมื่อพ้นวัยทำงานแล้ว



การออมเงินแบบต่างๆ ที่รัฐสนับสนุนชักชวนด้วยการลดหย่อนภาษีเงินได้ให้กับผู้ออม



จะมีเงินใช้เท่าไรขึ้นอยู่กับเงินต้นและดอกเบี้ย

จำนวนเงินต้นและดอกเบี้ยจากการลงทุนเป็นตัวที่จะบอกว่าคุณจะมีเงินใช้ จำนวนเท่าไร และมีใช้ไปนานเท่าไร

จะมีเงินใช้เดือนละเท่าไหร่

ถ้าเราออมเงินตั้งแต่เริ่มทำงานจนเกษียณเดือนละไม่เท่ากันที่อัตราผลตอบแทนเท่ากัน เพื่อให้มีเงินใช้หลังเกษียณไปจนตลอดชีวิต คืออีก 18 ปี (เมื่ออายุเฉลี่ยของคนไทย คือ 78 ปี และเกษียณอายุ 60 ปี) เงินที่เราจะมีใช้แต่ละเดือนจะไม่เท่ากัน เช่น นายประหยัด เริ่มออมเงินตั้งแต่อายุ 25 ปี ที่เดือนละ 100 บาท ออมไปเรื่อยจนถึงอายุ 60 ปี ได้ผลตอบแทนทบต้นเดือนละ 5% เมื่อเกษียณอายุจะมีเงินใช้เดือนละ 955 บาท



สนใจคำนวณตัวเลขโดยใช้ข้อมูลส่วนตัวเป็นรายบุคคล ว่าต้องเก็บเงินเท่าใดต่อเดือนจึงจะมีเงินใช้ตามต้องการ ให้เข้าไปทำได้ที่ http://thaimutualfundnews.com/program/ หรือ http://www.thaibond.com/retirement/retirement.html

จะมีเงินใช้เท่าไรขึ้นอยู่กับเงินต้นและผลตอบแทนจากเงินลงทุน

ถ้าเราไถ่ถอนเงินลงทุนไปใช้เดือนละเท่ากัน ที่อัตราต่างกันไป เราจะมีเงินใช้นานไม่เท่ากัน เช่น นายประโยชน์มีเงินออมที่ลงทุนไว้เพื่อใช้ตอนเกษียณ นายประโยชน์แบ่งใช้เดือนแรก 8% ของเงินออมทั้งหมดที่มีอยู่ และใช้ไปเท่าๆ กันทุกเดือน ถ้านายประโยชน์ได้ผลตอบแทนจากเงินออมที่ 5% นายประโยชน์จะมีเงินใช้ไป 20 ปี

ผลตอบแทนของเงินลงทุน (ร้อยละต่อปี)