รูปแบบเนื้อหาหลักสูตร

อยากใช้เงินเป็น

จากประสบการณ์ของทีมงานที่ได้เข้าร่วมพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมกับสถาบันการเงินต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งโดยส่วนมากกิจกรรม เหล่านี้เกิดขึ้นจากนโยบายของบริษัทที่ต้องการตอบแทนสังคมด้วยการส่งเสริมให้เยาวชน จนถึงบุคคลทั่วไปมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการ บริการการเงินส่วนบุคคลนโยบายแบบนี้เป็นนโยบายที่มีแนวคิดว่าเรื่อง การดำเนินธุรกิจควรดำเนินภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดีหรือ เรียกว่า Corporate Social Responsibility (CSR)

มีอยู่ครั้งหนึ่งทีมงานได้ทำงานร่วมกับสถาบันคีนันแห่งเอเชีย และ ได้ที่ปรึกษาจากต่างประเทศมาช่วยบอกทีม งานว่าที่ต่างประเทศเขาสอนอะไรกัน และ ที่ปรึกษาบอกว่าเรื่องแบบนี้ที่บ้านเขาสอนกันตั้งแต่ตั้งแต่ชั้นอนุบาล คือตั้งแต่เด็กเริ่มเข้าเรียน และ สอนกันต่อเนื่องจนกระทั่งเด็กเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ส่วนหนึ่งที่เป็นแบบนี้เพราะ เมื่อเด็กๆ เรียนจบชั้นมัธยมปลายแล้วส่วนใหญ่ก็จะต้องเริ่มดูแลตนเอง เลิกแบมือขอเงินพ่อแม่ และ เริ่มเมื่อเริ่มหาเงินด้วยตนเอง จึงต้องรู้จักรับผิดชอบชีวิตของตัวเองด้วย ซึ่งร่วมถึงการใช้เงิน และ จัดการเงินของตนเองให้เหมาะสม

ในช่วงแรกของการพัฒนาหลักสูตรจะเน้นที่การออมเงิน และ การจัดการกับเงินออมที่มีอยู่ให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสม และสอดแทรกเนื้อหาที่เกี่ยวกับการหาเงิน เช่น การจัดทำแผนธุรกิจแบบง่ายๆ การลงทุนผ่านกองทุนรวมเป็นต้น และ จากประสบการณ์ของทีมงานที่เคยเรียนหนังสือจากที่ต่างๆ ทุกคนมีความเห็นร่วมกันว่าการสอนเรื่องเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ นี้ ควรมีรูปแบบที่ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริง หรือ ให้ผู้เรียนได้รู้สึกว่า ถ้าสักวันหนึ่งเขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์ต่างๆ ที่จำลองขึ้นเขาจะมีวิธีการตอบสนองกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรและ เมื่อเรียนจบ ผู้เรียนก็จะจดจำได้ถึงหลักการ และ แนวทางการบริหารการเงินส่วนบุคคลได้จากตัวอย่างๆ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน

ดังนั้นรูปแบบการเรียนการสอนส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมกลุ่มเพื่อให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และ รู้จักนำเสนอ ความคิดเห็นที่คนในกลุ่มจะต้องคิดร่วมกันเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันเมื่อมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน หรือ เรียกว่าให้รู้จักทำงานเป็นทีม นอกจากนี้ การพัฒนาหลักสูตรที่ผ่านมาทีมงานจะปรับปรุงหลักสูตรตามรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในสังคม และยิ่งในปัจจุบันนี้ สังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงเป็นสังคมระบบทุนนิยมมากขึ้นความเจริญทางด้านวัตถุก็มากขึ้นตามลำดับ รูปแบบการใช้ชีวิตของ คนในสังคมก็ใช้จ่ายเงินเพื่อความสะดวกสบายในชีวิตมากขึ้น

ดังนั้นหลักสูตรล่าสุดที่จัดทำขึ้นในครั้งนี้ ได้ปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับสังคมในปัจจุบัน โดยแบ่งหลักสูตรออกเป็น 3 ส่วน คือ

1 Smart consumer (ใช้เงินอย่างชาญฉลาด)

2 Smart saving and investment (เก็บเงินให้พอเพียงและทำเงินให้งอกงาม)

3 Smart borrowing (เป็นหนี้ให้เป็น)

Smart consumer มีแนวคิดพื้นฐานมาจากการทำบัญชีรายรับรายจ่าย หรือ บัญชีครัวเรือน ซึ่งเป็นเครื่องมือป้องกันความจน และ ถ้านำสิ่งที่จดมาวิเคราะห์นอกจากจะไม่จนแล้ว ยังช่วยให้มีเงินเหลือได้ด้วย นอกจากนี้ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ วิเคราะห์ทางเลือกต่างๆ ที่จะช่วยให้ซื้อสินค้า และ บริการได้อย่างประหยัดและคุ้มค่า ไม่ตกเป็นเหยื่อของกลยุทธ์การตลาดที่แพร่หลายในปัจจุบัน ​Smart saving and investment เหมือนเป็นภาคต่อจาก Smart Consumer แต่บางคนอาจจะบอกว่าเป็นภาคแรกที่ควรรู้ เพราะก่อนจะมีเงินไปใช้ซื้อสินค้า และ บริการได้นั้นแสดงว่าต้องมีเงินก่อน ดังนั้นในภาคนี้จะทำให้ผู้เรียนได้รู้จักการจัดสรร เงินออมที่มีอยู่ไปเป็นเงินลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้